งานส่งเสริมสุขภาพกายและใจที่เจนีวา 1

เดินทางอีกแล้วค่ะ ครั้งนี้กลับถิ่นเดิม ยุโรป อันเป็นที่รัก ปีนี้งานประชุมการส่งเสริมสุขภาพจัดขึ้นที่เจนีวา ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ งานนี้เมื่อปีที่แล้วจัดขึ้นที่ประเทศญี่ปุ่น จำได้ว่าในงานที่จัดที่ญี่ปุ่นนั้นต้องทำหน้าที่หลายอย่างมาก แต่สำหรับปีนี้ไปนำเสนองานอย่างเดียว การเตรียมการเดินทางทุลักทุเลพอประมาณ ตั้งแต่เรื่องตั๋วเครื่องบิน แต่โชคดีมีเพื่อนๆมีเครือข่ายแนะนำกันมาจึงได้ตั๋วเครื่องบินมีราคางามตามกำลังทรัพย์ที่ต้องออกเองในครั้งนี้ ตั๋วเครื่องบินที่ได้เป็นตั๋วไปกลับกรุงเทพ-มิวนิคเพราะตั้งใจว่า เมื่อเสร็จงานประชุมที่เจนีวาจะแวะไปเยี่ยมอาจารย์และเพื่อนๆที่เยอรมันนีก่อนกลับบ้าน ดังนั้นตั๋วอื่นๆที่ต้องตามมาคือตั๋วที่จะนำพาไปเจนีวา ท้ายที่สุดตัดสินใจนั่งรถไฟจากมิวนิคไปเจนีวา ตั๋วรถไฟที่ได้เป็นตั๋วราคาถูกจึงใช้เวลานานในการเดินทาง และเดินทางผ่านหลายประเทศวกไปวนมา ตามเจตนารมณ์การเดินทางเยี่ยมเยือนบ้านเก่าในครั้งนี้ การเดินทางไปเจนีวา ต้องเดินทางย้อนกลับขึ้นจากมิวนิคไปแมนไฮล์ม ต่อรถเร็วจากแมนไฮล์มเข้าสวิสเซอร์แลนด์เลาะป่าดำเข้าเจนีวา เหตุการณ์ทุลักทุเลที่เกิดขึ้นมิได้เกิดจากการลุ้นราคาตั๋วและการต่อรถไฟอย่างเดียว แต่สิ่งที่ระทึกใจที่สุดเกือบทำให้หัวใจต้องหยุดเต้นคือ ห้องพัก แรกเริ่มนั้นทำการจองห้องพักที่เมืองเล็กๆชายแดนฝรั่งเศส เนื่องจากเจนีวา หรือในภาษาเยอรมันจะเรียกว่าเกนฟ์ จะเป็นเมืองที่ติดกับประเทศฝรั่งเศส และเป็นที่ทราบกันดีว่า โรงแรมที่เกนส์ราคาแพงมาก เพราะเป็นเมืองที่มีองค์กรต่างๆตั้งอยู่มากมาย ก่อนเดินทางประมาณ หนึ่งอาทิตย์พึ่งได้รับข้อมูลว่าหนังสือเดินทางสำหรับข้าราชการนั้น เข้าฝรั่งเศสโดยไม่มีวีซ่าไม่ได้ หัวใจแทบหยุดเต้น เพราะความตั้งใจจะทำเท่ เดินทางข้ามประเทศทุกวัน เป็นไปไม่ได้เสียแล้วเพราะทำวีซ่าไม่ทันแน่นอน แผนการใหม่จึงเกิดขึ้นว่าต้องหาห้องพักที่เกนฟ์ให้ได้ ปรากฏว่าห้องพักในราคาที่ต้องการไม่มีเลย เต็มหมด ห้องพักที่มีอยู่ ราคาหนึ่งหมื่นบาทต่อคืนทั้งนั้น แผนการใหม่เกิดขึ้นว่าถ้างั้นไปค้างที่โลซานด์แล้วเดินทางไปกลับเอา มาได้สติเมื่อดร.กบ บอกว่าอย่าลืมว่าค่ารถไฟในสวิสแพงมาก ตายละเดินทางไปกลับโลซานด์-เจนีวาทุกวันเป็นเวลาห้าวัน ต้องหมดเนื้อหมดตัวกันแน่นอน จึงต้องดำเนินการเฝ้าคอมพิวเตอร์เพื่อหาห้องพักที่เจนีวาให้ได้ ดร.สราทำงานหนักทุกคืนอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์เพื่อรอห้องพักในราคาสมน้ำสมเนื้อ ท้ายที่สุดก่อนเดินทางได้ 4 วัน ฟ้าส่งห้องพักมาให้หนึ่งห้อง ต้องรีบกรอกข้อมูลให้เสร็จภายใน ยี่สิบนาที มิฉะนั้นห้องสุดท้ายห้องนี้จะมิได้ หัวใจแทบจะหยุดเต้น ท้ายที่สุดได้ห้องพักหน้าสถานีรถไฟมาครอบครอง มานั่งคิดคิดว่า เดี๋ยวนี้สะดวกสบายมาก เมื่อมีการใช้เทคโนโลยีเข้ามาในชีวิต สิ่งนี้เรานำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ได้มากมาย ตั๋วไปสุดท้ายที่ได้คือตั๋วรถไฟจากเมืองอูลม์ไปมิวนิคเพื่อมาขึ้นเครื่องบินกลับกรุงเทพ เทคโนโลยีก็สามารถทำให้ได้ตั๋วราคาถูกกว่าปกติไปอีก ทุกอย่างพร้อมจริงๆ ก่อนเดินทางได้ 2 วัน ดังนั้นการเดินทางครั้งนี้จัดได้ว่าทุลักทุเลที่สุดเท่าที่เป็นมา เหนื่อยกายเหนื่อยใจ ขณะที่พิมพ์บทแรกอยู่นี้ อยู่บนเครื่องบินการบินไทยค่ะ ตอนที่เช็คอิน บอกกับเจ้าหน้าที่ว่า ขอที่นั่งข้างๆว่าง อย่าได้มีใคร ให้บังเอิญว่าวันนี้เครื่องไม่เต็ม วันนี้การเดินทางก็ได้นั่งได้นอนสบาย ยึดเก้าอี้สามตัวคนเดียว เหลือเวลาอีกประมาณ สี่สิบนาทีจะถึงมิวนิคแล้ว ความรู้สึกคือดีใจค่ะ มิได้เห่อฝรั่ง แต่เราเรียนจบมาเป็นเราได้ก็ด้วยเงินภาษีของคนประเทศนี้ ดังนั้นการรู้สึกถึงสิ่งที่เรียกว่าบุญคุณ มันก็ต้องมีอยู่อย่างเปลี่ยนแปลงไม่ได้ มันเป็นความสำนึกของคนที่แต่ละคนมีได้ไม่เหมือนกัน และคงเปรียบเทียบกันไม่ได้ เครื่องบินจะถึงมิวนิคประมาณหนึ่งทุ่มครึ่ง จากนั้นวางแผนว่าจะเดินทางช้าๆ จากสนามบินมิวนิคไปสถานีรถไฟมิวนิค ซึ่งใช้เวลาประมาณ สี่สิบนาที จากนั้นก็จะรอเวลาจนถึงตีสามการเดินทางโดยรถไฟไปสามประเทศก็จะเกิดขึ้น ตอนนี้นั่งขอกับฟ้าว่า ตอนขนย้ายสิ่งของขอให้มีฝรั่ง(หน้าตาดี) มาช่วยหน่อยเถอะค่ะ สาวน้อยพร้อมกระเป๋าใบโตและกระบอกใส่โปสเตอร์พร้อมเป้แบกหลัง ต้องเปลี่ยนรถไฟ สองครั้ง ในสองประเทศ ฟ้าส่งคนมาช่วยด่วน

 

 

พบกับหนุ่มน้อยตาสีฟ้า ผมสีทอง ที่นั่งอยู่ล๊อคถัดไป แอบส่งสายตาให้กำลังใจกันตลอดระยะเวลาเดินทาง ตื่นมากินพร้อมๆกัน หลับก็พร้อมๆกัน

 

การเปลี่ยนรถไฟนั้นต้องดูเวลาและระยะห่างของชานชาลา ขณะนี้ที่เยอรมันนีพัฒนาขึ้นมาก มีลิฟท์หรือบันไดเลื่อนให้แม้แต่เป็นสถานีเล็กๆ แต่ที่ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ยังมีสิ่งอำนวยความสะดวกเหล่านี้ไม่เพียงพอ สัมภาระครั้งนี้ กระเป๋าสีฟ้า เป้และกระบอก ดร.สรา หน้าสวย ต้องใช้เวลา 15 นาที ในการเดินลงบันไดจากชานชาลาหมายเลข 11 แล้วทำการมุดหาทางขึ้นชานชาลาหมายเลข 8 แล้วเดินขึ้นบันได แล้วเดินหาหมายเลขตู้รถไฟ พอขึ้นรถไฟ หัวใจยังเต้นแรงอยู่เลย เหนื่อยมากกกกกกก ต้องบ่นดังๆๆ

เมืองสุดท้ายที่ทำการเปลี่ยนรถไฟ Olten ณ สวิสเซอร์แลนด์ ถ่ายรูปสัญลักษณ์การรถไฟแห่งสวิสเซอร์แลนด์มาให้ดูค่ะ เขาทำเท่ อย่างอารมณ์ดี เป็นคนกับล้อรถ(ไฟ) มั้งค่ะ น่ารักดี เยอรมันนีจะไม่มีแบบนี้ค่ะ เขาจะดูเป็นแบบเป็นแผน เหมือนการเล่นฟุตบอลไม่ผิด!

เกรงจะลืมหน้ากันค่ะ เพราะไม่ได้พบกันนาน รูปนี้ถ่ายจากห้องอาหารที่โรงแรมในเจนีวา

ต้องรับประทานอย่างนี้ทุกวันเป็นเวลานาน 5 วัน มาดูกันต่อไปค่ะ

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s