สิ่งที่เห็น ที่สีมันตระ

ปีใหม่เปิดขึ้นมาหลายวันแล้ว ลูกศิษย์เก่าๆที่สนิทๆกันก็จะโทรถามทุกข์สุขดิบกันมา แล้วคำถามที่มักจะถูกถามก็คือ อาจารย์ไปเที่ยวที่ไหนมาช่วงปีใหม่ อาจารย์ก็จะบอกว่าไปปฏิบัติธรรม ไปนั่งวิปัสสนามา คำถามส่วนใหญ่ที่ถูกถามต่อคือ แล้วอาจารย์เห็นอะไรบ้าง อาจารย์ก็จะเล่าเรื่องสิ่งที่เห็นให้ฟัง

แต่จะขึ้นต้นว่า เธอเอ๋ย มันเป็นวิทยาศาสตร์มาก ฉันนะนับถือพระพุทธเจ้าจริงๆ ท่านช่างเป็นอัจฉริยะบุคคลมาก ท่านสามารถนำเรื่องระบบประสาท การทำงานของร่างกายของมนุษย์ นำมาสอนให้มนุษย์เป็นคนดีได้ แล้วอาจารย์ก็จะเริ่มเล่าดังนี้

เธอรู้ไหมว่า เมื่อสองพันห้าร้อยกว่าปี ไม่มีองค์ความรู้เรื่องแบบนี้เลย แต่พระพุทธเจ้าช่างเก่งมาก ท่านเอาลมหายใจของมนุษย์มาสอนคนให้เป็นคนดีได้ จริงๆ แล้ววิปัสสนา มีมานานมากก่อนพระพุทธเจ้าจะตรัสรู้ แต่ท้ายที่สุด ท่านนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการสอนคน

เนื้อหาที่ไปเรียนมา 10 วัน จะประกอบด้วย อานาปาณสติ 3 วัน และที่เหลือเป็นวิปัสสนาภาวนา 7 วัน ในช่วงอานาปาณสตินั้น ในหลักสูตรนี้ผู้พัฒนาคือ อาจารย์โกเอ็นก้า ท่านใช้วิธี รู้ลมหายใจเข้าออก และไม่ต้องบริกรรมใดๆ เพราะท่านมีเหตุผลว่า ทุกคนทุกศาสนา สามารถเรียนรู้ได้ ความทุกข์นั้นไม่ได้แบ่งเป็นทุกข์อิสลาม ทุกข์ของพุทธ ท่านให้ใช้เป็นรับรู้ลมหายใจเข้าออก ไม่ได้มาสอนให้ควบคุมการหายใจแต่ให้รู้ว่ามีลมหายใจเข้า มีลมหายใจออก ต่อจากนั้น ให้ดู เฝ้าดู อย่างตั้งใจว่าเกิดอะไรขึ้น หลังจากสามวันผ่านไป ก็จะเริ่มวิปัสสนา โดยการใช้วิธีการเฝ้าดู ร่างกาย ตั้งแต่หัวจรดเท้า เกิดอะไรขึ้น นั่นคือ ดูเวทนา ดังนั้น คำตอบที่ถามมาคืออาจารย์เห็นอะไรไหม ขอตอบ ว่า เห็นเวทนา ตั้งแต่หัวจรดเท้า

ถ้าเอาประสบการณ์การเรียนรู้วิทยาศาสตร์ไปประกอบ ขออธิบายขยายความเพิ่มเติมว่า เมื่อเรามีสมาธิจดจ่อ แน่วแน่กับลมหายใจเข้าออก และเฝ้าดู การเปลี่ยนแปลงของอวัยวะของร่างกายของเรา เราจะทำการสื่อสารกับระบบประสาท ส่งสื่อกระแสประสาทไปสัมผัสกับตัวรับ ซึ่งจะมีหลายชนิด อย่างหยาบ อย่างละเอียด และตัวรับประเภทต่างๆ กัน (เรียนตั้งแต่ ชีววิทยา ม.ปลาย จำได้ไหมค่ะ) เมื่อเรามีสมาธิดีๆ สื่อพวกนี้ก็จะถูกหลั่งออกมา  เราก็จะทำการประสานกันกับตัวรับ รับรู้ ในสิ่งที่เราสนใจ เช่น มีการกระตุก เคลื่อนไหวของหน้าผาก มีการขยับของริมฝีปาก มีการเคลื่อนไหวของจมูก เหมือนอะไรเคลื่อนไหวในจมูก เป็นต้น มันก็รู้สึก แล้ว หายไป รู้สึก แล้วก็หายไป เกิดขึ้น ดับไป เกิดขึ้น แล้วก็ดับไป มีแค่นั้น เมื่อการที่คนฝึกมาหลายๆวัน เริ่มมีสมาธิดีขึ้น สัมผัสตัวรับก็จะเป็นตัวที่ละเอียดขึ้น ก็จะรู้สึก ยิบ ยิบ และยิบ ยิบ บางคนก็จะรู้สึกเบาๆ อันนี้คือการทำงานทางชีวเคมีของเซลของมนุษย์ (ความเห็นส่วนตัว) เนื่องจากอาจมีการหลั่งสารบางประเภทออกจากเซล ของเรา เหมือนเวลาเราเล่นกีฬา รู้สึกดี สดชื่น มีเอนโดฟินหลั่งออกมา ดังนั้น ถ้า เป็นบางคน บางคนที่เป็นจำนวนน้อยมาก อาจคิดได้ว่า มีการเคลื่อนไหวเป็นงู หรือตัวเบาลอยได้ หรือเห็นโน้นเห็นนี่ เพราะจิตใต้สำนึกเริ่มสร้างมโนภาพ ย่อหน้านี้ทั้งย่อหน้า มาจากความเห็นส่วนตัวอีก ครั้งที่สองค่ะ

ดังนั้น อาจารย์จะนับถือพระพุทธเจ้ามากขึ้น กว่าเมื่อก่อน ว่าท่านช่างเป็นอัจฉริยะบุคคล นำเรื่องทางชีวเคมี สรีรวิทยา กายวิภาคศาสตร์ มาสอนให้คนเป็นคนดีได้ คนเราเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ ระบบการหายใจจะเริ่มถูกกระตุ้น ความถึ่ ความเร็ว ความลึกของลมหายใจจะถูกเปลี่ยนแปลง เมื่อมีการฝึกในเรื่องนี้ คนเราจะรับรู้ตัวตนได้ง่ายขึ้น คนที่ฝึกเรื่องแบบนี้มากๆ ความไวในการรับรู้ จะถูกพัฒนามากขึ้น อันนี้ที่อาจารย์ไปเห็นมาค่ะ เห็นทั้งกับตา และรับรู้ได้เลย ว่ามันเป็นแบบนี้จริงๆ แล้วเกี่ยวอะไร กับการเป็นคนดี  ความสุข ความทุกข์ เล่าต่อครั้งหน้าดีกว่าไหมค่ะ ต้องทยอยปล่อยของค่ะ ไม่งั้น ไม่มีคนติดตาม ตามติด

2 thoughts on “สิ่งที่เห็น ที่สีมันตระ

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s