สติ

เดินทางไปต่างประเทศครั้งนี้ไปด้วยสติมากกว่าทุกๆครั้งที่ไปมา ไม่ทราบว่าเป็นเพราะระยะทางไกล หรืออายุที่มากขึ้น หรือสัมภาระที่นำไปด้วย

การเดินทางครั้งนี้ใช้ส.เสือตัวนี้มากกว่าทุกครั้ง คำตอบที่ถูกต้องที่สุดน่าจะเป็นเพราะว่าลักษณะการเดินทาง ในการไปครั้งนี้ดำเนินการจองตั๋วผ่านอินเตอร์เนท จ่ายเงินผ่านบัตรเครดิต ดังนั้นเมื่อถูกทำการตรวจตั๋ว นายตรวจจะขอดูบัตรเครดิตทุกครั้งที่ทำการตรวจ ทุกเมือง ทุกที่ที่ไป ต้องขอบคุณสติ เราที่มีสติ หากลืมบัตรเครดิตตั้งแต่เมืองไทย ทุกอย่างจบทันที ไม่สามารถทำอะไรได้ ดังนั้นหากท่านผู้ใดใช้บัตรเครดิตผู้อื่นจ่ายเงินในการซื้อตั๋ว ต้องระมัดระวังข้อนี้ให้ดีค่ะ และหากส่งภาษาไม่รู้เรื่องมีสิทธิได้ซื้อตั๋วกันใหม่ได้แน่นอน

และเนื่องจากมิได้รับทุนใดๆในการเดินทาง จึงต้องทำการใช้จ่ายเงินอย่างรอบคอบ เมื่อมีโอกาสซื้อตั๋วได้ถูก ก็ต้องรีบดำเนินการ การได้ตั๋วถูกส่วนใหญ่จะหมายถึง การที่ต้องต่อรถเยอะขึ้น ดังนั้น ส.เสือ ตัวเดิมก็ถูกงัดออกมาใช้อีก ต้องตั้งใจมากว่ารถจะจอดชานชาลาที่เท่าไร และจะต่อไปอีกเมืองด้วยรถที่จะมาจอดที่ชานชาลาที่เท่าไร มีเวลาในการหารถไฟกี่นาที ครั้งนี้เกือบจะพลาดได้นอนที่ซูริคอีกคืน แต่โชคช่วยว่ามีระบบไฟฟ้าขัดข้องทำให้รถไฟออกช้ากว่าเวลาปกติไป 5 นาที แต่การที่รู้ภาษาเยอรมันและมีสติก็ทำให้ถึงรถไฟได้ตรงตามเวลาเดิมพอดี พอนั่งได้สักครู่ มีการประกาศเป็นภาษาเยอรมันและภาษาฝรั่งเศสว่า รถจะออกช้าเนื่องจากระบบไฟฟ้าขัดข้อง ถอนหายใจออกมาดังๆ แล้วเพิ่งออกอาการว่า ไม่น่ารีบเลยเรา

การเดินทางเข้าเยอรมันนี จากสวิสเซอร์แลนด์ในครั้งนี้ ทำการตัดเข้าผ่านป่าดำ บุกเข้าซูริค ผ่านเข้า Singen แล้วไปจอดนิ่งๆที่ Stuttgart หลังจากนั้น ต่อรถหวานเย็นเข้า Ulm จริงๆแล้วมีเส้นทางทางเรือที่จะเข้าเยอรมันนี แต่ไม่ขอเลือกใช้เพราะว่า ช่วงเวลาในการต่อรถและต่อเรือ ใช้เวลาสั้นมาก หากหาไม่พบก็มีสิทธิตกรถและตกเรือได้ อีกประการหนึ่งของการทดสอบใช้สติคือ สัมภาระที่นำมา ทุกครั้งที่ลุกและนั่ง จะต้องนึกในใจอยู่เสมอว่า ครั้งนี้ นำมา 3 อย่างด้วยกันคือ กระเป๋า กระบอกและเป้ ในขาไปจากเยอรมันนีไปสวิส บอกตัวเองว่าต้องไม่ลืมกระบอก ที่ใส่โปสเตอร์ไปเด็ดขาด เพราะต้องนำไปแสดงในงานประชุม พอขากลับเข้าเยอรมันนี เปลี่ยนจุดหมายจากกระบอกไปเป็นเป้ แทน ใช้สติ สตางค์อยู่อย่างตลอดเวลา

ตอนใช้ชีวิตประชุมอยู่ที่เจนีวา มีความรู้สึกว่า ตนเองอยู่ในประเทศฝรั่งเศส ไม่ได้อยู่ในสวิสเซอร์แลนด์ มันบอกไม่ถูกค่ะ ไม่เหมือนความรู้สึกของการไปอยู่ที่ประเทศออสเตรีย ถึงแม้เขาใช้ภาษาเยอรมันแต่เราก็ได้ความรู้สึกว่านี่คือออสเตรีย ไม่ใช่เยอรมันนี ซึ่งผิดกับความรู้สึกที่มีต่อเจนีว่า ให้อย่างไรก็ตาม มันเหมือนกับเราอยู่ที่ฝรั่งเศส บอกไม่ถูกค่ะ อยากให้ลองๆไปกันดูค่ะ อะไรคือความเป็นสวิสบ้าง แต่ทั้งนี้อาจจะเป็นเพราะเราเองที่ไม่รู้จักภาษาฝรั่งเศสเท่ากับที่ได้รู้ภาษาเยอรมัน (บ้างนิดหน่อย) ว่ามีสำเนียงที่แตกต่างกันของภาษาเยอรมันแบบกลาง แบบบาวาเรีย แบบชวาเบียน (ชเวบิช)  และแบบออสเตรียน และอื่นๆอีกมากมาย จึงทำให้สามารถรับรู้ความรู้สึกได้ แต่อย่างไรก็ตาม สวิสเซอร์แลนด์ก็น่าสนใจใคร่เรียนรู้ค่ะ สิ่งที่ได้รับจากการประชุมที่เจนีวา ต้องได้เยอะแยะมากมาย ลงทุนไปทั้งที ได้วิชาการ ได้เรื่องใหม่ๆนำมาใส่สมองมากมาย ได้เครือข่ายนักวิชาการทั้งต่างประเทศและในประเทศ ได้ความสุขค่ะ

กลับไปที่เยอรมันนีครั้งนี้ มีสติรับรู้ความเป็นไปอย่างตลอดเวลา ต้องขอบคุณท่านอู๋เพื่อนรักที่แนะนำให้ไปสิ่งดีๆ ที่ได้จากการไปฝึกปฏิบัติธรรม ครั้งนี้ได้รับรู้จริงๆ มีหลายสิ่งหลายอย่างมากเกิดขึ้นในระหว่างเดินทาง เช่นการสูญเสียกล้องถ่ายรูป สิบสองล้านพิกเซล เสียใจอยู่สักระยะ ก็มานั่งทำใจ ตั้งสติ คิดแก้ไข ทำอย่างไรดี ในที่สุดก็แก้ปัญหาได้ ขอบคุณเพื่อนรักจริงๆ การที่ต้องเตรียมพร้อมอยู่อย่างตลอดเวลา การวางแผนเข้าฟังในห้องประชุมต่างๆ ที่อยากจะฟัง สติช่วยได้ตลอดเวลา เขียนวนไปวนมาเริ่มสติแตกแล้วค่ะ กลับไปสวิสอีกรอบแล้ว ดังนั้นกลับไปเยอรมันนีกันดีกว่า

ที่เยอรมันนี ที่อูลม์ ได้พบกับเพื่อนเก่าในมหาวิทยาลัยอูลม์ ดีใจค่ะ ได้พบกับอาจารย์ รู้สึกดีใจ มหาวิทยาลัยเปลี่ยนแปลงไปเยอะมาก มีสิ่งก่อสร้างใหม่ๆ เกิดขึ้นมาก นักศึกษาพูดจาภาษาอังกฤษมากขึ้นกว่าเมื่อก่อน ทั้งนี้อาจเพราะเมื่อก่อนไม่มีหลักสูตรภาษาอังกฤษเลย แต่เดี๋ยวนี้มีหลักสูตรภาษาอังกฤษมากขึ้น เอ๊ะหรือภาษาเยอรมันของเราจะเสียหายน้องๆ เลยพูดภาษาอังกฤษด้วย ไม่หรอกค่ะ (อันนี้มั่นใจ??) น้องอยากพูดภาษาอังกฤษมากกว่า แหล่งที่จะได้พบคนเยอะแยะคือโรงอาหารค่ะ ดังนั้นหลังจากพบกันกับเพื่อนเสร็จ ก็นำพาไปโรงอาหารทันที แต่ขอสารภาพว่า คิดถึงรสชาดอาหารที่โรงอาหาร ตั้งใจว่าจะไปทานให้ได้อยู่แล้ว มองไปรอบๆ พบคนเอเชียกลุ่มใหญ่ อาจเป็นไต้หวัน เกาหลีหรือญี่ปุ่น สิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปคือมีนักเรียนต่างชาติมากขึ้น อาจเป็นเพราะหลักสูตรใหม่ๆที่เกิดขึ้น นอกจากเรื่องอาหารแล้วยังอยากไปแอบฟังว่าน้องๆคุยอะไรกัน เหมือนเดิมค่ะอันนี้เหมือนเดิม คุยกันเรื่องสิ่งที่จะทำเสาร์อาทิตย์ ใช้เวลานั่งในโรงอาหารนานจนคนงง ฟังน้องๆ อยู่ สามกลุ่ม จับใจความได้ว่า คุยกันเรื่องกิจกรรมที่ทำในวันหยุดนี้ การกินอาหารของน้องๆ ก็ไม่ต่างจากตอนพี่เรียนเท่าไร สิ่งที่ยังเหมือนอยู่มากคือ การพกน้ำเข้าไปด้วย ซื้อแต่ข้าวหรืออาหารก็พอ น้ำนั้นดิฉันพาเข้าไปเอง ขนาดพี่แก่แล้วพี่ก็ยังนำพาเข้าไปเลย สิ่งนี้คงอยู่ในนิสัยดั้งเดิมเลยคือ ใช้เงินอย่างระมัดระวัง น้องๆ พกน้ำมาโรงเรียนด้วย ไม่จำเป็นต้องซื้ออันนี้ไม่ค่อยพบในเด็กไทย วันนั้นที่พบ น้องบางคนพกข้าวห่อมาด้วย ในโรงอาหารมีสิ่งที่เพิ่มขึ้น สมัยที่เรียนอยู่ไม่มีคือเตาอบไมโครเวฟ นั่นคือ น้องๆ แทบจะไม่ต้องซื้อสิ่งใด นำพามาได้หมด และไม่ใช่เรื่องแปลกที่ไปต่อคิวใช้ไมโครเวฟ หากเป็นที่เมืองไทย ก็คงคิดว่าประหลาดแน่ๆ แต่ที่โน้นไม่เป็นค่ะ อีกอย่างที่พบการไม่เปลี่ยนแ่ปลงคือการจ่ายเงินของคนเยอรมัน เราจะค้นหาสตางค์เหรียญกันอย่างเป็นปกติ ทุกคนทำเหมือนกันหมด จนเดี๋ยวนี้็ก็ยังพบเห็นได้ ให้แต่งตัวดี เดินซื้อของในห้างราคาแพง คนเยอรมันก็ทำแบบนี้ค่ะ การใช้จ่ายเงินของทุกคนเป็นไปอย่างมีเหตุมีผล และพร้อมจะซื้อของมีคุณภาพมากกว่าของราคาถูกแต่ไม่ได้รับการรับรองเรื่องคุณภาพ การจับจ่ายซื้อของ มีการหยิบขึ้นมาอ่านตลอดเวลา

วันนี้เล่าแค่นี้ก่อนค่ะ พรุ่งนี้มีเล่าต่อ วันนี้ขอส่งต้นฉบับpaper ไปญี่ปุ่นก่อน มีแผนการทำงานไว้ เดี๋ยวผิดแผน สติจะแตกไปค่ะ

 

เมืองSingen เมืองแรกที่รถไฟจอดและได้เห็นธงชาติเยอรมัน

 

หลักฐาน น้ำที่น้องๆหิ้วเข้ามาดื่มในโรงอาหาร

 

พี่ก็หิ้วน้ำดื่มมาเช่นกัน เพราะประหยัดสตางค์กว่าเยอะค่ะ

 

นี่คือแผนผังแสดงการวางจาน ส้อม มีด ช้อน คืน ในภายหลังจากรับประทานอาหารเสร็จ ใ

การทำตามกฏระเบียบกติกาพบได้ทั่วไป และเป็นสิ่งอันพึงปฏิบัติ

 

 

บริเวณที่ประกาศต่างๆนาๆ สัมเพเหระ หาดูได้หน้าโรงอาหาร

 

Ulmer Munster  ที่สูงที่สุดในโลก (ความสูงนะค่ะ เพราะถ้าเป็นมิติอื่นๆจะเป็นที่อื่น)