Saraarphorn's Weblog

health, occupational health, ergonomics, chemicals

โซฟี ชอล October 31, 2009

เพื่อนมาจากเยอรมันค่ะ ก็เลยได้กินข้าวกัน พูดคุยกัน เอเรน่าถามอาจารย์ว่า เป็นไง ไปโปแลนด์มาเป็นไงบ้าง อาจารย์ก็เลยบอกไปว่า เศร้าใจ ยิ่งตอนไปที่ค่ายกักกัน ยิ่งเศร้าใจ เอเรน่าบอกว่า มันจะเป็นเรื่องที่สอนใจว่า มันจะไม่เกิดแบบนี้อีก เอเรน่าเล่าเรื่องหลายเรื่องให้ฟัง เกี่ยวกับความรู้สึกเรื่องสงครามที่คุณยายของเอเรน่า ซึ่งเกิดในสมัยนั้น เรื่องราวน่าสนใจมาก อาจารย์แลกเปลี่ยนกับเอเรน่าว่า หลังจากกลับจากโปแลนด์ อาจารย์สนใจเรื่องสงครามเป็นพิเศษ หาเรื่องราวอ่าน หาหนังดู และไปพบหนังดีหนึ่งเรื่อง ชื่อว่า โซฟี ชอล เป็นเรื่องราวของเด็กสาวเยอรมันอายุ 19 ปี ที่ลุกขึ้นมาต่อต้านนาซี น้องโซฟี เป็นชาวเมืองอูลม์ด้วย (อาจารย์ภูมิใจเล็กน้อยเพราะเรียนจบจากเมืองนี้) อาจารย์บอกกับเอเรน่าว่า ในขณะที่ฉันอายุ 19 ฉันเรียนหนังสืออย่างเดียว ไม่เคยมีความคิดอย่างนี้เลย แต่น้องโซฟี เขาคิด เขาทำ ฉันละเชื่อเขาเลย หากผู้ใดสนใจลองไปศึกษาจากการดูหนังก็ได้นะค่ะ แกงค์กุหลาบขาวกับโซฟี ชอล ท้ายที่สุด น้องเขาถูกประหารชีวิต และหลังจากนั้นไม่นานเยอรมันก็แพ้สงคราม ลองหาอ่านหาดูกันนะค่ะ

เมื่อเปรียบเทียบกับเด็กไทยสมัยนี้ อาจารย์ก็ไม่ทราบเหมือนกันว่าความสนใจของเด็กกลุ่มนี้ไปอยู่ที่อะไร ถามเรื่องข่าว ก็ไม่ทราบ ถามเรื่องกีฬาก็ไม่รู้ ถามเรื่องละครหลังข่าวรู้กันขึ้นมาหน่อย ถามเรื่องวิชาการยิ่งแล้วใหญ่ เขาไปทำอะไรกันนะ ในแต่ละวันอันมีค่าของเขา

และเขาเหล่านี้ก็ต้องการได้รับเกรดดีๆ เพื่อจะได้ไปเข้าทำงานกันในบริษัทที่ตั้งกฏเกณฑ์ไว้ว่าจะเลือกผู้ได้เกรด ทำผลการเรียนดี

มันก็พูดยากนะค่ะ การเรียนได้ผลดี กับการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ มีความสามารถ ไม่รู้ว่ามันมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกันแค่ไหน มาถึงตรงนี้ อยากบอกบริษัทที่รับเด็กเข้าทำงานโดยพิจารณาที่เกรดว่า ฝากดูเรื่องจำนวนหน่วยกิตที่ลงเรียนกันด้วย ในมหาวิทยาลัยเดียวกันเด็กก็อาจจะลงทะเบียน มีจำนวนหน่วยกิตไม่เหมือนกันแล้ว ดังนั้นหากจะดูกันจริงๆ ฝากดูให้รอบคอบสักนิด

สำหรับคนเป็นอาจารย์แล้ว เลือกคนเข้าทำงานที่เกรด ไม่ได้เป็นเกณฑ์ที่เหมาะสมเลยค่ะ คนที่เลือกก็คือคนที่เคยเรียนหนังสือและกำลังทำงานอยู่ ดังนั้นจริงๆแล้ว ทุกคนคงเข้าใจโดยไม่ต้องอธิบายกันให้มากมาย

เด็กๆ หลายคนที่มีศักยภาพจึงเสียโอกาสได้ทำงานในบริษัทที่พวกเราเรียกว่าบริษัทชั้นนำหรือบริษัทแนวหน้าไป

วันนี้ ก็คงฝากเรื่องดีๆไว้กับสังคม ลองไปดูหนังเรื่องโซฟี ชอล ดู และลองเปรียบเทียบกันดู

ในชีวิตของเรา เราต้องพบต้องเจอ ทั้งคนที่ชอบเราและไม่ชอบเรา แต่เราเองเรารู้ตลอดว่า ความตั้งใจ เจตนาของเรานั้นคืออะไร

คิดดี ตั้งใจทำอย่างบริสุทธิ์ใจ เมื่อเกิดเป็นครู ทำหน้าที่สั่งสอนเด็กค่ะ 

หากแม้ว่าเป็นแค่คนพบกันบนสะพานลอย คงไม่ทำอย่างนี้

แต่เมือได้ชื่อว่า “ครู” ดังนั้น คงต้องทำหน้าที่ต่อไปค่ะ

เพิ่มเติมนิดหน่อยว่า โซฟี ชอล มีชื่อเต็มๆว่า Sophia Magdalena Scholl

 

 

กฐินสามัคคี ณ วัดมะปรางหวาน ลพบุรี October 15, 2009

อนุโมทนาบุญกันถ้วนหน้า

วันที่ 11 ตุลาคม 2552 เราได้ไปทอดกฐินสามัคคีกันที่วัดมะปรางหวาน อำเภอเมือง จังหวัดลพบุรี บ้านเกิดของแม่

ปีนี้กฐินสามัคคีมีหลายกองด้วยกัน ดังรูปข้างล่าง ชาวพุทธเห็นแล้วปลื้มใจ รวมเงินทั้งสิ้นหลายกองหลายสาย รวมเป็นเงิน 568,988.50

ห้าแสนกว่าบาท เห็นแล้วปลื้มใจจริงๆ สาธุ สาธุ สาธุ

ขอบคุณเพื่อนร่วมเดินทางอันประกอบด้วย คุณอี๊ด น้องกบ และยายปุ้ม

โดยเฉพาะยายปุ้ม ลงทุนลงแรงมานอนค้างกับอาจารย์ที่คอนโดไฮโซเพื่อได้ตื่นนอนแต่เช้า แกงค์กฐินเริ่มต้นจากการไปรับดร.กบที่คอนโด (ไฮโซเหมือนกัน) แล้วจึงต่อไปรับคุณอี๊ดที่คณะ พวกเรานี่ช่างกระไรเลย ถ้าไม่ได้ไปที่คณะสักวันเหมือนจะขาดใจ ไปไหนมาไหน ต้องเริ่มต้นกันที่คณะก่อน มิฉะนั้นจะหลงทาง รับคุณอี๊ดแล้วเดินทางโดยเลือกใช้ทางด่วน จุดหมายปลายทางจังหวัดลพบุรี ระหว่างทางที่ผ่านกะว่าจะแวะจังหวัดอ่างทองกันก่อน อ้าว! คนอ่างทองดันมาเรียนหนังสืออยู่ที่กรุงเทพ แผนการร่วมทานข้าวเช้านี้จึงต้องระงับไว้ก่อน  เกิดอาการเสียดายเป็นกำลัง กะว่าจะแวะรับอาหารเช้าที่อ่างทองก่อนไปวัด อดเสียแล้ว คณะของเราจำต้องเดินทางต่อทำภารกิจกฐินสามัคคี ณ วัดมะปรางหวาน ปีนี้เป็นปีที่ 3 ติดต่อกัน

ปีนี้คนมาร่วมงานกฐินเยอะกว่า เมื่อสองปีที่ผ่านมา จุดประสงค์ของงานกฐินในครั้งนี้คือบูรณะเมรุ ซึ่งชำรุดใช้งานไม่ได้

จำนวนเงินที่สาธุชนร่วมทำบุญ คงจะทำให้ทางวัดสามารถทำตามจุดประสงค์ได้อย่างครบถ้วน

วัดนี้เป็นวัดเก่าแก่ ทราบมานานแล้วว่า ทางบ้านแม่เป็นผู้ช่วยอุปถัมภ์ ร่วมกันสร้างเมื่อครั้งโบร่ำโบราณ ดังนั้นเมื่อถึงรุ่นหลานนักรบอย่างเรา เมื่อทำได้ไม่เดือดร้อน จึงยินดีทุกครั้ง ทางวัดจะทำอะไรก็มีการบอกกล่าวกันมาตลอดเวลา ยินดีด้วยความเต็มใจยิ่ง เจ้าค่ะ

 

ท้ายนี้ขออนุโมทนาบุญกับเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ที่ร่วมทำบุญกันในครั้งนี้ด้วย ขอบุญกุศลที่ทุกท่านได้ทำ จงเกิดความสุขสวัสดิ์แก่ทุกท่านและครอบครัวด้วยเทอญ

ลูกหลานคนเมืองหลวงเก่า บางขันหมาก ต้นสะตือ ลพบุรี

 

1

ต้นกฐินต้นนี้ของพวกเราจ้า

 

4

ชัด ชัด อีกครั้ง ต้นกฐินในอ่างมังกร

 

3

อนุโมทนาบุญอีกครั้ง

 

 

 

วันที่ สอง และวันอื่นๆใน Krakow October 6, 2009

Filed under: แพร์และ The Gang — saraarphorn @ 11:01 am
Tags: , ,

วันที่ สอง ในคราโคว เริ่มต้นที่โต๊ะกินข้าวในโรงอาหาร เรื่องของเรื่องเกิดบนโต๊ะกินข้าว (ขนมปัง) เนื่องด้วยกระดาษรองจานเป็นใบโฆษณาของ บริษัท Krakowcity ทัวร์ และอาจจะต้องรออาหารกันนานหน่อย ทั้งสองสาวก็เลยทำการศึกษากระดาษรองจานขนมปัง จากการศึกษาพบว่า ทัวร์ไป Auschwitz ถูกมาก คนละ 90 ชลอตี้ น่าสนใจ น่าสนใจ

ดังนั้นเมื่อกินขนมปังกับเนยเสร็จ จึงทำการจองตั๋วไปทันที และเพื่อความมั่นใจว่าได้ไปแน่นอนจึงต้องไปทำการยืนยันอีกรอบถึงที่ร้านของเขาเลย ขอโฆษณาว่า ถ้าใครมาเที่ยวเมืองนี้ ต้องใช้บริการบริษัททัวร์ชื่อนี้ค่ะ น้องๆ น่ารักทุกคน ยิ้มแย้มแจ่มใส อัธยาศัยใจคอดี

จากคราโคว ต้องนั่งรถบัสออกไปนอกเมือง เพื่อไปเยี่ยมชมพิพัธภัณฑ์ค่ายกักกัน Auschwitz ชื่อนี้ถูกเปลี่ยนจากชื่อภาษาโปล เนื่องด้วยเมื่อครั้งสงครามโลกครั้งที่ 2 เยอรมันทำการยึดโปแลนด์ และการออกเสียงเรียกชื่อเมืองนั้น คนเยอรมันออกเสียงลำบาก พวกเยอรมันจึงทำการเรียกชื่อเมืองเสียใหม่เป็นชื่อที่ออกเสียงได้ง่ายขึ้นสำหรับคนเยอรมัน เป็นเอาส์ชวิตส์ ดังที่เขียนข้างบน

 

ค่ายกักกันนี้ มีชื่อเสียงไปทั่วโลก ในเรื่องความโหดร้าย ในการทำลายชีวิตของคน นาซีทำการสังหารผู้คนเชื้อสายยิว ว่ากันว่าประมาณ 1.5 ล้านคน การสังหารที่ร้ายแรงเลื่องชือคือ การใช้ก๊าซ การใช้สารเคมี การเยี่ยมชมของบริษัททัวร์นี้ทำได้ดีมากคือในระหว่างการเดินทางซึ่งมีระยะทางประมาณ 50 กิโลเมตรจากคราโควนั้น เขาจัดให้ดูภาพยนต์ซึ่งมีภาษาอังกฤษกำกับข้างล่าง จึงทำให้เกิดความเข้าใจมากขึ้น แต่บอกได้คำเดียวว่า สลด อาการเดียวกับตอนที่ไปดูพิพิธภัณฑ์ที่ฮิโรชิมาเลย

ทำกันได้ขนาดนี้เลยทีเดียว เขาว่ากันว่า  ทหารรัสเซียเข้ายึดค่ายได้เร็วมาก นาซีทำลายหลักฐานไม่ทัน หลักฐานบางอย่างถึงเล็ดรอด ปรากฏให้พวกเราเห็นถึงความโหดร้ายของสงครามมาได้ถึงปัจจุบัน การเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ จบด้วยการพาไปที่ Birkenau ซึ่งเป็นค่ายกักกันอีกแห่งซึ่งอยู่ไม่ห่างกันเท่าไร ค่ายนี้จัดเป็นค่ายกักกันที่ใหญ่และแข็งแรงที่สุดในโลก (ไม่ภูมิใจสักนิด เศร้าและหดหู่สุด สุด)

ไกด์ของบริษัทนี้ทำได้ดีมาก ขอชื่นชม เธอสามารถพานักท่องเที่ยวไปกับอารมณ์ได้อย่างหลากหลาย ตอนจบเธอบอกว่า

ถึงแม้มันจะเป็นสถานที่ที่มีความโหดร้าย แต่ในสถานที่แห่งนี้ ก็ยังเป็นสถานที่ที่ก่อให้เกิดความรัก มีความรักเกิดขึ้นในค่ายนี้มากมาย หลายคน หลายคู่ที่ได้เรียนรู้จักกัน แม้ในช่วงเวลาสั้นๆ บางคู่รอเวลาที่จะมาถ่ายทุกข์ (เข้าห้องส้วม) เพื่อได้เจอกัน และเมื่อมีชีวิตรอดออกไป ก็ไปใช้ชีวิตอยู่ร่วมกัน

วันอื่นๆ ในคราโควของสองสาวคือ การเข้าร่วมประชุมสัมมนา ซึ่งจะมีงานกินเลี้ยงเกือบทุกวันดังปรากฏในภาพในหัวข้อที่ผ่านมา

 วันสุดท้ายสาลีแอบไปเดินซื้อเสื้อสีสวยมาให้ 1 ตัว

ขอบใจในน้ำใจที่มีให้กันตลอดจ้า มันไม่ได้อยู่ที่สิ่งของ แต่น้ำใจ การเอาใจใส่กัน สำคัญจ๊ะมันสำคัญ

ตั้งใจ ให้ใจ ใส่ใจ สำคัญจริงๆน่ะค่ะ

หวังว่าสักวัน คงจะ เข้าใจ

ท่าทางจะจบแบบลิเก ลิเก ไม่เอาดีกว่าค่ะ ถ้าเป็นไปตามตารางการเดินทาง ครั้งหน้าจะพาไปเยอรมัน สวิซเซอร์แลนด์ จบด้วย ลิเวอร์พูล ค่ะ

หวังว่าจะเป็นเช่นนั้น

สรา

 

IMG_1453

 ระวัง ไฟฟ้าแรงสูง อันตรายถึงแก่ชีวิต

ภาษาเยอรมันในค่าย Auschwitz

 

IMG_1468

ร่องรอยของค่าย Birkenau

 

IMG_1478

อีกมุมหนึ่งของค่าย Birkenau

 

IMG_1481

กลุ่มทัวร์ที่ไปด้วยกัน ที่ค่าย Birkenau

 

พาเที่ยวคราโคว โปแลนด์ October 5, 2009

วันเสาร์ที่ผ่านมาได้กินข้าวเย็นกับท่านอู๋

เพื่อนอู๋ถามว่า “เพื่อน เมืองที่เพื่อนไปมา สวยไหม” เพื่อนก็เลยเงยหน้าจากจานก๋วยเตี๋ยวในห้างหรูแถวสุขุมวิท ตอบเพื่อนอู๋ไปว่า

โห อยากให้เพื่อนอู๋ไปด้วยเป็นที่สุด เมืองมันโบราณเหมาะกับพวกเรามาก สวย (ย ยักษ์ต้องออกเสียงยาวหน่อย) ที่สุดเลย

เพื่อนอู๋บอกว่า แล้วฉันจะไปเข้าblog ของเธอดูรูปสักหน่อย ดังนั้นก่อนที่เพื่อนอู๋จะมีเวลาว่างเข้ามาดูต้องรีบเขียนบรรยายเรื่องเมืองสักหน่อย เดี๋ยวมีโวยวาย “อะไรนะ (ของแท้ต้อง ว่ะ) มีแต่เรื่องวิชาการ ฉันไม่อยากอ่าน”

ดังนั้น ขอเชิญเพื่อนหาความสำราญได้ ดังนี้

การเดินทางครั้งนี้ไปกับศิษย์เก่าสุขศาสตร์อุตสาหกรรมและความปลอดภัย คนนี้เพื่อนอู๋ เคยพบแล้ว เธอมีชื่อว่า สาลี เป็นคนเมืองเหนือเหมือนกัน สาลีเกือบเกิดเป็นคนต่างประเทศ เพราะเกิดที่จังหวัดตาก ขอบใจสาลีที่ไปหาตั๋วราคา reasonable ภาษาไทยใช้คำว่า ตั๋วราคาถูกมาให้อาจารย์ได้ใช้บริการ ไปกลับยุโรปครั้งนี้ ตั๋วเครื่องบินมีราคา สองหมื่นหกพันบาท โดยสายการบินออสเตรียน (แห่งประเทศออสเตรีย) เมื่อเป็นตั๋วราคาถูกก็ต้องมีการเปลี่ยนเครื่องเป็นธรรมดา เพื่อนไปเปลี่ยนเครื่องที่เมืองเวียนนา พักอยู่ที่สนามบินเวียนนาประมาณสามชั่วโมงแล้วบินต่อไปยังเมืองคราโคว ประเทศโปแลนด์ โดยเครื่องบินขนาดเล็ก มันเล็กจริงๆนะ แต่ก็ปลอดภัย เพื่อนนั่งหลับสถานเดียว จะตื่นก็ต่อเมื่อใกล้ถึงจุดหมายปลายทาง

ประเทศโปแลนด์ คุ้นๆอีกแล้ว ตอนเด็กๆ จำได้ว่า แม่ซื้อมีดคุณโต้มาหนึ่งด้าม (ถูกต้องตามลักษณะนามไหม) และแม่บอกว่า มันคมมากเพราะมาจากโปแลนด์ มีดอันนี้เลยมีชื่อว่า มีดโปแลนด์มาโดยตลอด เพื่อนก็เลยรู้จักประเทศนี้จากมีดที่อยู่ในครัว

สำหรับเมืองคราโคว ไม่เคยได้ยินเลย ก็เลยต้องศึกษาก่อนจะไปนิดหน่อย ว่า เป็นเมืองเก่า เหมือนๆกับอยุธยาบ้านเรา

เริ่มที่ชื่อเมืองก่อน คราโคว เป็นชื่อภาษาอังกฤษ คราครูพเป็นชื่อภาษาโปแลนด์ และคราเคราเป็นชื่อภาษาเยอรมัน

ไปครั้งนี้เป็นที่แน่นอนว่าต้องจ่ายเงินเองทุกบาททุกสตางค์ ยินดีไม่มีปัญหา มันเป็นการลงทุนเพื่อการศึกษา เอาล่ะ ชื่องานประชุมเนื้อหาก็ดี คนมาพูดก็ดี คนมาฟังก็ดี ทุกอย่างทำให้ตัดสินใจเสียเงินไปเอง

ดังนั้นต้องประหยัดเรื่องบางเรื่องกันหน่อย ตั๋วได้ถูกสุดแล้ว ที่พักล่ะ ทำไง ศิษย์เก่ายุโรป ไม่กลัวอยู่แล้ว (คุยหน่อย) หาพักตามมหาวิทยาลัยดีกว่า ถูก ประหยัด ปลอดภัย ดังนั้นก็ได้ที่พักถูกอีก เป็นหอพักมหาวิทยาลัยชื่อหอพัก Nawojka ตั้งอยู่ที่ถนน Reymonta 11 คืนละประมาณ เก้าร้อยบาทไทย เน้น เก้าร้อยบาทไทย ห้องคู่จ๊ะ อยู่ สองคน หากท่านใดต้องการไปขอแนะนำให้ติดต่อดังเวบลิงค์ข้างล่างนี้

ด้วยเทคโนโลยีทันสมัย จึงทำให้รู้ว่าเป็นหอพักของมหาวิทยาลัยที่อยู่ใกล้ที่ประชุมมากที่สุดที่ใช้วิธีการเดินไปประชุม (โห)

สรา และสาลี ถึงสนามบินคราโควประมาณเที่ยงๆ จากการค้นคว้าหาข้อมูลไปบอกว่าต้องไปซื้อตั๋วรถเมล์เข้าเมืองก่อน ดังนั้นทั้งสองสาวจึงเดินไปที่ศูนย์ข้อมูล เพื่อถามเรื่องตั๋วรถเมล์ แต่ปรากฏว่า น้องฝรั่งคนสวยยัดแผนที่ของเมืองคราโควใส่มือมาให้ และบอกว่าตั๋วรถเมล์ซื้อบนรถก็ได้ ต้องขอบคุณน้องฝรั่งคนนี้ เพราะแผนที่ฉบับนี้ทำให้พวกเราไปไหนมาไหนในเมืองคราโควได้ทั้งอาทิตย์ แผนที่เขาดีจริงๆ ละเอียดทุกตรอกซอกซอย

สองสาวขึ้นรถเมล์ เบอร์ 292 เข้าเมืองด้วยราคา 3 ชลอตี้ คิดเป็นเงินไทยต้องคูณด้วย 12

ถูกแฮะ จริงจ๊ะ ค่าครองชีพไม่แพง ลืมไปว่าโปแลนด์ยังไม่ใช้เงินยูโร ต้องดำเนินการแลกเงินยูโรมาเป็นเงินตระกูลของเขาก่อน ให้ดำเนินการแลกเงินที่สนามบิน และกรุณาเดินให้ครบทุกร้านจ๊ะ

จากสนามบิน เดินทางมาโดยรถเมล์ ต้องลงรถเมล์ที่ป้าย AKH อ่านว่า อาร์ คา ฮา เฮ้ย อ่านเหมือนภาษาเยอรมันเลย (เอ เค เอช ในภาษาอังกฤษ) คุ้นอีกแล้วเรา ท่าทางจะไปรอดงานนี้ แต่เนื่องด้วยซอยอยู่ลึกสักนิดประมาณสองร้อยเมตร ถ้าเดินตัวเปล่า ก็สบาย แต่นี้มีกระเป๋าเดินทางด้วย เลยต้องทุลักทุเลนิดหน่อย แต่ก็ต้องทำใจรับสภาพ

เมื่อถึงหอพัก เพื่อนพยายามส่งภาษาอังกฤษกับคนโปแลนด์ น้องฝรั่งตัวโต (ทราบชื่อทีหลังว่าน้องเคท) ไม่เข้าใจ อย่าไปโทษเขา เพื่อนคงสำเนียงไม่ดี ทำไง เขาบอกว่า ไม่เข้าใจ เพื่อนเลยลองเสี่ยงดู ก็เลยพูดออกไปว่า “oder Deutsch”  แปลว่าหรือใช้ภาษาเยอรมันดี

เท่านั้นเอง น้องเคทคนสวย ยิ้ม ตาสีฟ้าเป็นประกาย สรุปวันแรก พูดคุยกันด้วยภาษาเยอรมัน สบายเพื่อนอีกแล้ว เพื่อนได้ทุกอย่างตามที่ปรารถนา ด้วยภาษาเยอรมัน ขอบคุณสวรรค์

เข้าพักเป็นที่เรียบร้อย อาบน้ำอาบท่า สองสาวก็จัดการสำรวจเมืองใช้แผนที่ที่มีในมือและข้อมูลจากน้องเคท แกสั่งว่าออกจากหอพักให้เดินเข้าหาถนนใหญ่เดินตรงไปอย่างเดียว (อย่าไปทางไหนน่ะ) เธอก็จะถึงจตุรัสใจกลางเมือง

คราโคว สวยกว่าที่คิดไว้จมเลย  สิ่งก่อสร้างซึ่งส่วนใหญ่เป็นโบสถ์จะมีขนาดย่อมๆ แต่ไม่ขี้เหร่ มีโบสถ์เยอะมาก เรียกได้ว่า พบกันทุกสามร้อยเมตร เหมือนอยุธยาที่มีวัดเยอะแยะ เช่นใดก็เช่นนั้นเลย 

สรุปคราโควบริเวณรอบๆจตุรัสใจกลางเมือง สวยมาก หากใครชอบตึกเก่า โบสถ์ ป้อมปราการเมือง อนุสาวรีย์ ขอแนะนำเดิน เดิน เดิน สักสองวัน จะเก็บรายละเอียดได้หมด จนถึงวันกลับเมืองไทย เราสองคนยังเสียดายว่า ยังเดินไม่รอบเลย

ขอหยุดวันที่ 1 เท่านี้ก่อนเพราะว่า เพื่อนใส่รายละเอียดมากไป ให้พักสายตาดูรูปสวยๆ ของสองสาวกันหน่อย

 

 

IMG_1236

 ลูกศิษย์และอาจารย์ ที่สนามบินเวียนนา

 

IMG_1251

http://www.yac.org.pl/en/individual–tourists–nawojka

สาลีหน้าหอพัก Nawojka

 

IMG_1266

รถม้า สัญลักษณ์ของเมืองคราโคว

เหมือนลำปางบ้านเราเลย

 

IMG_1268

อีกหนึ่งสัญลักษณ์ของเมืองคราโคว  ณ จัตุรัสใจกลางเมือง

 

IMG_1275

เด็กฝรั่งนี่ ต้องห้ามให้หยุดโตนะ

พุงของน้องเขากลมมาก หักห้ามใจไม่อยู่

 

IMG_1282

สองสาวหน้าโบสถ์ ณ จตุรัสใจกลางเมืองคราโคว

 

 

Effort-Reward Imbalance ณ เมืองคราโคว โปแลนด์ October 1, 2009

Filed under: แพร์และ The Gang — saraarphorn @ 11:04 am
Tags: ,

ดังที่ได้เกริ่นไว้เมื่อวานเรื่องเจ้าพ่อคนที่สองที่พบกันในงาน และมีนัดกันต่อในงานกินเลี้ยงตอนเย็น วันนี้ก็เลยนำรูปของท่านและงานที่ท่านนำเสนอมาให้ได้ดูกัน อาจารย์คิดว่าคงไม่น่าจะต้องอธิบายอะไรเพิ่มเติม

คุ้มค่าจริงๆกับการเดินทางไปเสาะแสวงหาความรู้ในครั้งนี้ อาจารย์สัญญากับProf. ท่านไว้ว่าจะติดต่อมาแน่นอนและจะพยายามทำงานวิจัยร่วมด้วยในอนาคต ทฤษฏีของท่านมันโดนใจจริงๆ ขณะที่ท่านอธิบาย ท่านได้บอกว่า Reward มันไม่ได้ออกมาในรูปของเงินอย่างเดียว แต่มันออกมาในรูปแบบอื่นๆอีกในสังคมเช่นการยอมรับ การชมเชย การเห็นคุณค่า และถ้าทั้ง effort ความตั้งใจ ความพยายามทำงาน  และ เจ้า reward รางวัล ที่ได้มันไม่สมดุลกันก็จะเกิดความเครียดในการทำงานขึ้น

งานนี้ มีต่อแน่นอน เราต้องนำมาเรียนรู้และประยุกต์ใช้ได้อย่างแน่นอน จากการคุยกันในเบื้องต้น ท่านว่า มีการแปลตัวเครื่องมือที่ใช้ในทฤษฎีนี้เป็นภาษาไทยแบบขออนุญาตท่านเรียบร้อยแล้วในเมืองไทย ท่านว่าจะแนะนำให้อาจารย์ได้รู้จักกันนักวิจัยไทยที่ทำเรื่องนี้อยู่  และอาจารย์ก็วาดฝันวางแผนว่า ปีหน้าคงต้องไปฝึกงานกับท่านสักหน่อย ปีหน้าคงได้ควบหลายงานแล้วเดินทางในครั้งเดียวเพราะมีตารางงานการทำงานหลายงานด้วยกันในยุโรปในปีหน้า

ฝากรูปให้ได้ดูและเรียนรู้กันค่ะ

อาจารย์สรา

 

IMG_1713

 

 

IMG_1715

 

 

IMG_1717

 

 

IMG_1718

 

 

IMG_1719

 

 

 

 

IMG_1722

 

IMG_1827

อาจารย์สรา Prof.Siegrist และสาลี ในงานเลี้ยง ณ เมืองคราโคว

 

เจอแล้วตัวจริงเสียงจริง September 29, 2009

ใครที่ทำงานด้าน Job Stress ต้องมาเยี่ยมชม Blog นี้เลยทีเดียวค่ะ สาเหตุที่ทำให้อาจารย์ตัดสินใจจ่ายสตางค์เองเพื่อมาเข้าประชุมเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมในการทำงานและโรคหัวใจและหลอดเลือดในครั้งนี้นอกจากจะได้มาเรียนมารู้ งานการศึกษาใหม่ๆ งานวิจัยใหม่ๆ วิธีการใหม่ๆ แนวคิดใหม่ๆ เพื่อนำกลับไปใช้ในบ้านเรา  สาเหตุที่สำคัญประการหนึ่งก็คือ จะได้พบปะพูดคุยกับเจ้าของทฤษฎีที่เราใช้กันอยู่มากมาย การที่ได้มาพูดมาคุยกับเขาจะได้รู้แนวคิดของเขา เรียนกันกับตัวจริงเสียงจริง มันน่าจะได้อะไรมากมายน่ะ

งานประชุมครั้งนี้ คนดังๆ ด้านความเครียดเดินกันเต็มงานไปหมด

รูปข้างล่างนี้ คือตัวจริงเสียงจริง ของ Prof. R. Karasek เจ้าของทฤษฎี Job Demand-Control Model  คุณลุงมาครั้งนี้ มานำเสนอเรื่องราวเพิ่มเติมของทฤษฏีนี้อีกมากมาย ฟังกันควันออกหู รู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้าง อาจารย์ก็เลยต้องเข้าไปซักถามเพื่อความเข้าใจดังรูป อุตส่าห์ตั้งคำถามเท่ๆ ไว้เยอะแยะ เจอคุณลุงตอบคำถามแรก ก็แอบปลื้มไปแล้ว ดังรูป ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ นี่คือเรื่องราวเมื่อวาน

สำหรับวันนี้ มีเจ้าพ่ออีกคน ชื่อ Prof. J. Siegrist คนนี้เป็นเจ้าของทฤษฎี Effort-Reward Imbalance ชื่อคุ้นๆไหมค่ะ สำหรับอาจารย์แล้วคุ้นหน้ามาก  ทำไมคนนี้คุ้นเป็นพิเศษ จึงได้ตัดสินใจขั้นเด็ดขาด ถึงแม้ไม่มีคำถามอะไรเลย แต่เดินเข้าไปแนะนำตัวว่า จบเอกมาจากเยอรมันนีค่ะ จากเมือง Ulm เท่านั้นเอง ตาของแกเป็นประกาย แกถามเองเลยว่า จบกับใคร เราก็ยืดตัวบอกชื่อProf. ของเราไป เท่านั้นเอง คุณลุงเรียกชื่อต้นของ Prof. ทันที เห็นไหมบอกแล้วว่าคุ้นๆ พบคนกันเองอีกแล้วจ้า คุณลุงเจ้าของทฤษฎีนี้รู้จักกันดีกับอาจารย์ของเราเอง คุ้นๆว่าเคยพบนะ คุณลุงถามว่าคืนนี้จะมางานปาร์ตี้ไหม เดี๋ยวพบกัน

วันนี้ก็เลยมีนัดพบกันในงานกับคุณลุงเพื่อนของProf. ของอาจารย์ค่ะ

หลังจากคุยกับคุณลุงเสร็จ ทั้งอาจารย์และลูกศิษย์จากเมืองไทยก็ต้องไปนำเสนองานกัน เรียบร้อยเหมือนทุกครั้ง ขอบคุณทุกคนที่ส่งกำลังใจไป (คาดว่ามีบ้าง) มีคำถามหลายคำถาม แสดงว่าฟังกันรู้เรื่อง คำถามยังตามไปถึงตอนกินข้าวกลางวันอีก ยิ่งแสดงว่าสนใจฟัง และฟังแบบรู้เรื่อง คนพูดรู้สึกดี ตัวพองฟูกันทั้งลูกศิษย์และอาจารย์

เหลืออีกหนึ่งงานนำเสนอโปสเตอร์ แต่คงไม่หนักแล้ว เพราะส่วนใหญ่จะมีคนดู คนชมไปตั้งแต่วันแรกแล้ว นำเสนอโปสเตอร์ที่นี่ไม่โหดเหมือนทางญี่ปุ่นที่ต้องนำเสนอปากเปล่าหน้าโปสเตอร์ตามเวลาที่กำหนด ที่นี่จะหนักวันแรกๆ ตอนนี้ก็เลยพอจะสบาย มีเวลาบ้างพอประมาณค่ะ

ยังมีเรื่องเมือง คราโควและค่ายกักกันของนาซียังไม่ได้เล่าเลยค่ะ จะทยอยๆ เล่าให้ฟังค่ะ

IMG_1630

Prof. Karasek กับ สองนักเรียนไทย

จากภาควิชาอาชีวอนามัยและความปลอดภัย

 

IMG_1627

Prof. Karasek พบกับคำถามคนไทย งงละสิค่ะ

แกก็คงคิดว่า ทำไม มันไม่รู้เรื่องสักที

IMG_1689

ขอถ่ายชัดๆ อีกครั้งค่ะ จะเอาไปอวดเพื่อนค่ะ

IMG_1702

อาหารฝรั่งทั้งนั้นเลยค่ะ ถ้ามีขนมจีนแกงไตปลา ก็แปลกแล้วค่ะ

หากเป็นที่เมืองไทย อาจมีอาหารฝรั่งปนบ้าง แต่ที่นี่ไม่เหมือนกันจ้า

 

ดูรูปอีกรอบ จาก Krakow September 27, 2009

ยังไม่พร้อมเล่าเรื่องเลยค่ะ เพราะต้องเตรียมนำเสนองาน 2 งานด้วยกัน คือนำเสนอปากเปล่า และนำเสนอแบบโปสเตอร์

นี่แหละหนา เลือกแล้วที่จะทำงานแบบนี้ ดังนั้นต้องตั้งใจทำค่ะ งานประชุมครั้งนี้ คนสำคัญๆ ของวงการอาชีวอนามัยมาทั้งนั้น ดังนั้นพวกเราต้องตั้งใจทำให้ดีค่ะ อาจารย์หนึ่งคนและลูกศิษย์อีกสองคน เราตั้งใจทำกันเต็มที่ มาถึงคราโคววันแรก ก็เดินหาที่ประชุมแล้ว พรุ่งนี้งานประชุมหลักจะเริ่มขึ้นแล้วค่ะ วันนี้อาจารย์และลูกศิษย์มานั่งคุยกันเพื่อแบ่งห้องกันวิ่งเข้าประชุม เพราะคิด อย่างมั่นใจว่า ตามชื่อเรื่องแล้ว คงได้ประโยชน์ เก็บกลับบ้านกัน

ดังนั้น วันนี้ ขอนำเสนอรูปอีกครั้ง เรื่องเมืองKrakow  ความประทับใจในความน่ารักของคนเมืองนี้ และเรื่องอื่นๆ อีกมากมาย ขอติดไว้เล่าให้ฟังหลังจากนำเสนองานเสร็จนะค่ะ

IMG_1545

พระราชวัง Wawel

ที่ซึ่งกษัตริย์ของโปแลนด์ทุกพระองค์ต้องมาทำพิธี

ก่อนขึ้นครองราชย์ โดมที่เห็นสีทองเป็นทองคำแท้จ้า

 

 

 

IMG_1591

สาลีหน้าสถานีรถไฟ เมือง คราโคว

 

IMG_1498

การทดสอบการทรงตัว เมื่อมีน้ำหนักตัวมากขึ้น

 

IMG_1607

ดอกไม้สวยที่นิยมปลูกในฤดูนี้

 

สราและสาลี in Krakow September 27, 2009

Filed under: แพร์และ The Gang — saraarphorn @ 6:56 am
Tags: ,

ดูรูปกันไปก่อนค่ะ

เมือง Krakow สวย กว่าที่คิดไว้เยอะเลย อากาศดี ที่พักปลอดภัย นอนสบาย อาหารกินได้ การเดินทางสะดวก ที่เที่ยวอยู่รอบที่พักในระยะเดินถึง

ขอไปเรียนก่อนค่ะ ดูรูปกันไปพลางๆ เอาไว้มาเล่าให้ฟังคืนนี้

IMG_1389

ในมือถือน้ำซ่า น้ำใส่ก๊าซ ได้กินสักทีค่ะ

 

IMG_1319

สาลีและคุณลุง

 

IMG_1371

เจอภาษาอังกฤษแล้ว เย เย

 

IMG_1385

สาลีบอกว่า รูปนี้อาจารย์สวยค่ะ

หน้ากลมพอกันเลย

 

IMG_1423

อาจารย์ถ่ายเองเลย ตั้งใจยึดประตูเมืองก่อน

 

IMG_1289

ขนมปังหน้าตาเหมือนขนมปังของเยอรมันเลย

หนีไม่พ้น ของกิน กินกันตลอดรายการ

 

 

รวมพลังคิดบวก September 10, 2009

หากเรากำลังจะปรึกษาเพื่อนในเรื่องบางเรื่อง แต่เพื่อนบอกว่าลองไปใช้บริการโทรศัพท์ที่รัฐจัดไว้ให้บริการ ให้คำปรึกษาไหม

เราจะคิดอย่างไรดีกับคำแนะนำที่รอคอยมานาน เช่นนี้

หนังสือคิดบวกมีอยู่เต็มบ้าน ต้องคิดบวก ไม่งั้นเปลืองตังส์ค่าหนังสือแย่ เพราะหนังสือที่ซื้อมาไม่ได้ช่วย จะคิดอย่างไร

เพื่อนแนะนำให้เจอของจริง (อันนี้เพื่อนอีกคนคิดบวกให้อีก ก็ไม่ได้คิดเองอีกจ๊ะ)

เออแฮะ ยังคิดบวกเองไม่ได้อีก ยังไม่สัมฤทธิ์ผล ต้องไปขนซื้อหนังสืออีกสักหลายๆเล่ม

หนังสือที่วางตามท้องตลาดช่วงนี้มักจะเป็นเรื่องแบบนี้ทั้งนั้น ทั้งหมดอยู่ที่ความคิด ถ้าคิดบวกก็เกิดผลบวก ถ้าคิดลบก็เกิดผลลบ มีพลังแสงลบแผ่กระจายอยู่รอบตัว

ไอ้คนมันจะคิด คิดได้ทั้งนั้น เรื่องอะไรจะไปคิดลบล่ะ เรื่องอะไรจะไปทำร้ายจิตใจทำไม

อ้าว อ้าว อ้าว แต่มันหลอกตัวเองหรือเปล่า ไม่รู้อีก  

พูดในสิ่งที่ไม่ได้คิด คิดในสิ่งที่ไม่ได้พูด แล้วอะไร สิ่งไหนบ้างน่ะที่มันเป็นความจริงแท้

เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป

แปลงร่างเป็นน้ำเต้า กลับไปนอนนิ่งๆ ในน้ำสงบๆ ดีกว่า

(แต่อย่าลืมต้องนอนคิดบวกด้วยจ้า แล้วพอตื่นขึ้นมาอย่าลืมโทรศัพท์ไปตามที่เพื่อนแนะด้วย)

ส่งแนวคิดบวกสำหรับเหตุการณ์ครั้งนี้มาได้ค่ะ ยินดีที่จะจัดเก็บและรวบรวมไว้อย่างดี

มาช่วยกันคิดบวก เพื่อโลกสวยงาม

 

ตกเครื่องที่โฮจิมินต์ S1N2 in HoChiMinh August 30, 2009

ตกเครื่องบินครั้งแรกในชีวิต ไปงาน Mekong Delta 2009 ครั้งนี้ ได้เรียนรู้อะไรต่ออะไรเยอะมาก จนถึงวันเดินทางกลับกันเลยทีเดียวเชียว

ตกเครื่องบินจ้า ทางเจ้าภาพพยายามเลื่อนเที่ยวบินให้แต่ติดต่อสายการบินไม่ได้เลย พอไปถึงสนามบิน ณ เมืองโฮจิมินต์ สองสาวและหนึ่งหนุ่มต้องดำเนินการติดต่อซื้อตั๋วเครื่องบินใหม่ จะได้บินตอนเช้าเก้าโมงครึ่ง แต่ต้องมาซื้อตั๋วก่อนตอน เจ็ดโมงครึ่ง หนุ่มน้อยหน้ามลประจำสายการบินแอร์สีแดงบอกมา ได้เรื่องได้ราว ก็ต้องกลับไปนอนเอาแรงก่อน จะนอนที่ไหนกันดี

เรื่องที่ได้เรียนรู้ คือ ไปค้างที่ไหน พยายามเก็บนามบัตรของโรงแรมไว้ ฟ้าช่วยชีวิตอีกแล้ว เนื่องจากเมื่อตอนขาไป เราทั้งสามอยู่ค้างทีโฮจิมินต์ก่อนเดินทางไปทำงาน หนึ่งคืน ดังนั้น ดร.นพนันท์ ผู้ชำนาญด้านพลังงานของเราท่านได้เก็บนามบัตรของโรงแรมนั้นไว้

ข้อดี ประโยชน์อันทรงคุณค่าคือ เราชูนามบัตรนั้น ส่งภาษากายบอกแทกซี่ได้เลย สบายไป ขอบคุณฟ้าอีกรอบ กลับไปค้างโรงแรมเก่า โรงแรมได้น้ำ หรือโรงแรมได๋นัม ต้องขอขอบคุณผู้จัดการที่มีน้ำใจแสนงามลดราคาโรงแรมให้เราได้อยู่ได้พัก เด็กสามคนตกเครื่องบินต้องซื้อตั๋วเครื่องบินใหม่ ได้ราคากันเอง ครั้งหน้าไปพักอีกแน่นอน

เดินทางครั้งนี้ ได้ประสบการณ์เยอะแยะ เก็บกันทุกเม็ดเลยทีเดียว

อาจารย์สงสารน้องทั้งสอง ตอนที่ควักสตางค์เวียดนามเอาออกมานับ เพราะทุกคนคิดว่าจะได้กลับบ้านกันแล้ว เงินเวียดนามใช้กันหมดตั้งแต่อยู่ที่แคนโท เอาตังส์ออกมานับเพื่อให้ค่าแทกซี่ และโชคก็ช่วยให้มีพอจ่าย เงินยูเอสดอลล่านั้นมีอยู่แต่ไม่อยากจ่ายเพราะทำไปทำมาขาดทุนทุกที พวกเราเลยพยายามจ่ายเงินดอง ของเวียดนามแทน

อาจารย์สราถูกน้องปุ้ม ปลุกตอนตีสี่ ด้วยน้องปุ้มกลัวว่านาฬิกาจากโทรศัพท์มือถือมันไม่ทำงาน ถึงแม้ว่ามันไม่ค่อยดัง เพราะไม่ค่อยได้รับโทรศัพท์ แต่การทำหน้าที่เป็นนาฬิกามันก็ทำงานเต็มที่อยู่จ๊ะ

น้องปุ้มแกกลัวว่าจะตกเครื่องบินอีกรอบ เราเลยชวนกันตื่นตั้งแต่ตีสี่ ทำโน้นทำนี่ แล้วเราทั้งสามก็เดินทางถึงสนามบินก่อนเวลาที่ตั้งใจไว้เพราะท้องถนนโล่งเนื่องจากเป็นเช้าวันอาทิตย์

ถึงเวลาได้ตั๋วกลับบ้านดังใจ แต่อาจารย์คิดในใจแล้ว ต้องมีรายการจ่ายตังส์ค่าน้ำหนักเกินแน่ๆ สายการบินสีแดงเธอคิด หนึ่งกิโลหกดอลล่า น้ำหนักกระเป๋าของพวกเราเกินไป แปดกิโล มาจาก อาจารย์สรา และน้องปุ้ม คนละสี่กิโล อย่างเท่าเทียมกัน ส่วนอาจารย์นพนันท์ แกชำนาญด้านพลังงาน กระเป๋าของแก ชั่งน้ำหนักได้ 15.3 กิโลกรัม ถือว่าพอยอมกันได้ ตกลงจ่ายค่าน้ำหนักเกินไปอีกเกือบห้าสิบยูเอส เป็นเรื่องที่ได้เรียนรู้ในข้อที่สองว่า นอกจากน้ำหนักตัวที่ต้องดูแลใกล้ชิดแล้ว ถ้าเดินทางด้วยสายการบินสีแดงเรื่องนี้เขาซีเรียสทีเดียว เมื่อเปรียบเทียบกับสายการบินสีม่วง ใช้คำเดิมว่า เก็บทุกเม็ดไม่พลาด เท่าที่อาจารย์สราเดินทางบ่อยๆ สายการบินบางสายการบินเมื่อเห็นผู้โดยสารไม่เต็มก็ไม่ซีเรียสเรื่องนี้มากนัก

เรียนรู้กันไปนะค่ะ ยังมีอีกนิดหน่อย ว่า เมื่อได้ราคาตั๋ว และเขาจะถามว่า มีสัมภาระจะต้องload ไหม ทางสายการบินขอเพิ่มอีก 9 ยูเอส ค่า loadสัมภาระ

อาจารย์ไม่ค่อยมีประสบการณ์การใช้สายการบิน low cost ก็เลยขอนำมาเล่าสู่กันฟัง เพื่อให้ท่านผู้อ่านได้ข้อมูลไว้พิจารณาประกอบการตัดสินใจเรื่องสีที่จะใช้บิน

ถึงบ้านสักที นักศึกษาโทรตามให้มาสอน ต้องขอโทษด้วยค่ะ อาจารย์สราตกเครื่องบินเพิ่งมาถึง ขออนุญาตและขอโทษจริงๆ ครั้งหน้าจะพยายามไม่ให้เกิดเรื่องแบบนี้อีกแน่นอน

เดินทางครั้งนี้ คุ้มค่า

ขอบคุณอ.โอ้นพนันท์และน้องปุ้มนิภาพร ที่เป็นเพื่อนร่วมเดินทางที่ทรหดเท่าที่เคยมีมา

แต่เราก็ผ่านมันมาได้ค่ะ

อาจารย์สรา จากคอนโดไฮโซ ในซอยอารีย์ 1

S1N2 means one Sara, two N (Noppanun and Nipaporn)