Saraarphorn's Weblog

health, occupational health, ergonomics, chemicals

เตรียมพร้อมถอดบทเรียนสวัสดิการชุมชน May 26, 2009

คำเท่ๆ คำนี้มาอีกแล้ว ถอดบทเรียน วันนี้มีประชุมชื่อเรื่องยาวที่สุดตั้งแต่ประชุมกันมาว่า ประชุมเพื่อเตรียมความพร้อมในการถอดบทเรียนพื้นที่บูรณาการเกี่ยวกับสวัสดิการชุมชนแผนงานพัฒนาคุณภาพชีวิตแรงงานนอกระบบ 

ทีมบ้านเลือกวันนี้ท่านรองประภาภรณ์มาด้วยตนเอง ถึงแม้ว่าเนื้องานของเราจะเน้นไปเรื่องการสร้างศักยภาพอสอช. แต่เรื่องสวัสดิการชุมชน ก็เป็นเรื่องที่กลุ่มเป้าหมายของเราให้ความสนใจ ทางพื้นที่บ้านเลือกจัดประชุมเรื่องสวัสดิการไปแล้ว 2 ครั้ง ครั้งแรกนั้นศูนย์วิชาการร่วมเป็นเจ้าภาพ จำได้ว่าวันนั้นเราเชิญท่านผอ.สุวัฒนา ไปที่พูดที่เทศบาลบ้านเลือกเลย ครั้งที่ 2 จัดขึ้นในวันที่ดำเนินการจดทะเบียนกลุ่มอาชีพ และมีการคุยกันเล็กน้อยในเรื่องประกันสังคม

ดังนั้นเรื่องสวัสดิการชุมชน ในพื้นที่บ้านเลือกจึงเป็นขั้นตอนที่เรากำลังทำเริ่มทำความเข้าใจกันอยู่ ในกลุ่มของคณะทีมทำงานพื้นที่บูรณาการเอง

วันนี้ อาจารย์ได้เรียนรู้เรื่องนี้ลึกซึ้งมากขึ้น ทางแผนงานซึ่งเป็นเจ้าภาพได้เชิญ อาจารย์ภีม ภคเมธาวี และอาจารย์ทิพวรรณ ศรีจันทร์ ผู้ซึ่งคลุกคลีอยู่กับวงการสวัสดิการชุมชนมากว่าสิบปี มาเป็นพิธีกร ในช่วงเช้า ท่านผอ.สุวัฒนาอยู่ร่วมดำเนินการด้วย อาจารย์ภีม ใช้สไลด์ไม่กี่แผ่นแต่การพูดจากประสบการณ์อย่างแท้จริงนั้นทำให้คนฟังเกิดเข้าใจที่ชัดเจน

อาจารย์ภีม เริ่มนำด้วยการนำเสนอประเด็นร่วม ปัญหาและความต้องการ  เรื่องสิทธิแรงงาน การมีงานทำต่อเนื่องรายได้เหมาะสม สุขภาพความปลอดภัยจากการทำงาน (อาชีวอนามัย) สวัสดิการสังคม จบด้วย “ขาดสวัสดิการ”

อาจารย์ชอบสไลด์ ข้อมูลพื้นที่ (สไลด์ที่ 5) ของอาจารย์ภีมมากที่สุด

วันนี้ได้แค่นี้พอใจแล้ว คำที่ได้ไปเรียนรู้มาคือ

สวัสดิการสังคม สวัสดิการชุมชน สวัสดิการกลุ่มแรงงานนอกระบบ และ โจทย์ใหญ่ที่สุดของการประชุมคือ

รูปแบบการสร้างหลักประกันทางสังคม

 

ภาคบ่าย อาจารย์ภีม นำเสนอเนื้อหาสั้น (สั้นมากแต่ครบถ้วน) เกี่ยวกับ”สวัสดิการ” อาจารย์สราจะรอรูปจากน้องเอียดเพื่อนำมาเสนอในblog นี้ ฝากน้องเอียดส่งสไลด์รูปนี้มาให้ด้วยคะ

อาจารย์ภีม นำเรื่องคำสอนของศาสนามาผูกกับสวัสดิการได้อย่างลงตัว (อย่างไม่น่าเชื่อ)

อาจารย์ทิพวรรณ (อาจารย์ตุ้ม) เสริมเรื่องกองทุน กองบุญ ซึ่งเป็นตัวอย่างจากจังหวัดราชบุรี อาจารย์ตุ้มพูดถึงเรื่องกองทุนสัจจะ ซึ่งเป็นรูปแบบหนึ่งที่มีการจัดทำกัน

สิ่งผู้จัดประชุมวันนี้ทำได้ดีมากคือให้มีการนำเสนอของหมอชัฎซึ่งเป็นตัวอย่าง เรื่องราวของการจัดตั้งรูปแบบหนึ่งของหลักประกันทางสังคมที่เกิดขึ้นแล้วที่ภาคเหนือ การมีต้นทุนเดิมของพื้นที่ ประสบการณ์ล้มลุกคลุกคลานทำให้เกิดการจัดตั้งที่(น่าจะ)ยั่งยืนต่อไป

ตอนท้ายของการประชุมมีการคุยเรื่องกรอบการทำงานถอดบทเรียน ซึ่งเป็นงานในความรับผิดชอบของอาจารย์ภีมและอาจารย์ทิพวรรณ

คำเท่ “ถอดบทเรียน” นี้ อาจารย์สรา ผู้ซึ่งไม่ค่อยคุ้นเคยกับคำนี้ ขออนุญาต ทำความเข้าใจง่ายๆดังนี้

คำนี้เป็นการตอบคำถามชุดคำถาม เช่น

ใช้ฐานคิดอะไร เอาความรู้จากไหน กระบวนการทำเป็นเช่นไร ทำแล้วเกิดอะไรขึ้น และไม่ลืมต้นทุนเดิมมีอะไร

เมื่อฟังวันนี้จบ ต้องใช้ศัพท์สมัยนี้ว่า งานเข้า

ทีมบ้านเลือกของเราคงต้องไปทำกันต่อ ประเด็นความชัดเจนคือ ขาดสวัสดิการของแรงงานนอกระบบ อันนี้ชัดเจน

 แต่สิ่งที่มี สิ่งที่เป็นคือ ในพื้นที่มีสวัสดิการกลุ่มมากมาย จึงต้องสำรวจและ คนเป็นสมาชิกก็มิใช่แรงงานนอกระบบอย่างเดียว และกลุ่มที่มีอยู่แล้วมีข้อกำหนดอะไรอย่างไร

ศูนย์วิชาการภาคกลางคงจะต้องคลี่ (คำใหม่อีกแล้ว) เรื่องนี้ให้ชัดมากที่สุดถึงแม้ว่า เรายังคงไปไม่ถึงการจัดตั้งรูปแบบที่เหมาะสมในเรื่องหลักประกันทางสังคมก็ตาม แต่ตามแผน เรามองไปที่แนวทางของการจัดตั้ง

งานหนักรอเราอยู่

รศ.ดร. สรา อาภรณ์

รายงานจาก สสส.

26 พฤษภาคม 2552

 

p1

 

ท่านรองประภาภรณ์ นำทีมพื้นที่ตำบลบ้านเลือก

อจ.ภีมและอจ.ตุ้ม

อจ.ภีมและอจ.ตุ้ม

 

p3

เสื้อขาว คุณหมอชัฎ และคนใส่แว่นทำตาโต ท่านอาจารย์ธานี แห่งมช.

คุณหมอชัฎ “ผมจะขออจ.สรา ไปช่วย” เมื่อไร ได้เลยคะ ไปเมืองเหนือชอบคะ

 

p4

 

นิยามสวัสดิการสังคม และเชื่อมร้อยกับ สะทา โสตถี ภะวัน ตุเต

สาธุคะ

อาจารย์ภีม เก่งมากคะ ทำให้อาจารย์สราซึ่งไม่ค่อยเข้าใจเรื่องสวัสดิการเท่าไร

ได้เข้าใจมากขึ้น ศูนย์วิชาการภาคกลางคงต้องขอใช้บริการบ้างแล้ว

 

น้องสาวที่รัก May 24, 2009

Filed under: แพร์และ The Gang — saraarphorn @ 11:57 pm

เตรียมพร้อม หนึ่งในบรรดาแพร์และ the gang  คือ น้องปุ้ม โทรมานัดแนะ ท้าดวล ท่องเพลงคาราโอเกะ ในวันพุธ เราจะต้องฉะ-หลอง กัน อุตส่าห์รอคอยกันมาแสนนานกับคำนำหน้าชื่อใหม่ (อ่านดีๆ ไม่ใช่นามสกุลใหม่จ๊ะ)

วันแรกที่ทราบข่าว อาจารย์ส่งข่าวบอกวันเพ็ญใต้ “เพ็ญ พี่มีข่าวดีจะบอก” เพ็ญ ซึ่งเพิ่งเปลี่ยนนามสกุลหมาดๆ ร้องเสียงหลงว่า อาจารย์จะแต่งงานเหรอคะ

อาจารย์รีบบอกทันที อันนี้คงเป็นเรื่องแปลกและข่าวแปลกละ หาใช่ข่าวดีไม่ ฉันให้เธอคิดหนึ่งชั่วโมงเดี๋ยวช่วยโทรกลับมาบอกด้วย และแล้วอาจารย์ก็รอ อยู่ ไม่ปรากฏการโทรศัพท์ของเพ็ญเลย เธอยังคิดไม่ออก และแล้วอาจารย์ก็ต้องโทรไปเฉลย เสียสตางค์อีก

กลับมาเรื่องยายปุ้มต่อ ขอบอกปุ้มว่า อาจารย์เริ่มซ้อมแล้ว เราต้องเตรียมพร้อมในทุกสถานการณ์ เมื่อวานนี้หลังจากเรียนรู้ประวัติศาสตร์เกาหลีจากหนังเรื่องลีซานแล้ว อาจารย์รีบไปซ้อมคาราโอเกะในห้องฟิตเนตทันที ฝรั่งต่างชาติที่คอนโดไฮโซงง มาครั้งนี้แปลก มันร้องเพลงด้วย ไม่ได้เลย ครั้งนี้ต้องฉลองกันหน่อย

เรามาลุ้นกันว่า เย็น เย็น ของเจ้าปุ้ม มันจะมาสักกี่โมง ครั้งที่แล้ว เย็น เย็นของปุ้ม ก็ปาเข้าไป สองทุ่มครึ่ง ครั้งนี้ไม่แน่ใจว่า จะเป็นกี่โมง แต่เอาละ อาจารย์ได้เตรียมแกงค์ไว้แล้ว คุณอี๊ด น้องแป๋ม น้องกบ อาจารย์น้องนันต์ อาจารย์นันท์  พวกเราเริ่มกันไปก่อนได้

บอยเล็ก บอยใหญ่ เพ็ญเหนือ โหน่ง มาไม่ได้ ก็ไม่เป็นไรครับ เดี๋ยวเราไปครั้งหน้า ครั้งนี้ให้โอกาสยายปุ้มเขาก่อน เขาอั้นมานาน ยายปุ้มและน้องกบ คงได้แย่งกันร้องโดยมีอาจารย์นัน ทั้งสองยืนพื้นให้

รศ.ดร. สรา นามสกุลเดิม ขอรับคำท้าดวล

 

twoAjs

รูปนี้ พี่ดูดีจ๊ะเพ็ญ ของเลือกรูปนี้นะ เห็นด้วยไหม

 

ผลลัพธ์จากการขับเคลื่อน May 24, 2009

ข่าวแจ้ง ข่าวร้อน จากคุณอรพิน
โพสต์ทูเดย์ — คลังดันกองทุนอุ้มแรงงานนอกระบบจ่ายสมทบ 100 บาท/เดือน มีเงินเดือนหลังเกษียณเกิน 50%
นายสมชัย สัจจพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง ได้ให้นโยบายเร่งดำเนินการร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) กองทุนบำเหน็จบำนาญแห่งชาติ (กบช.) เพื่อเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) เศรษฐกิจเห็นชอบเพื่อเป็น หลักประกันให้กับแรงงานนอกระบบ และในระบบมีรายได้เกษียณอายุ 60 ปี ไม่น้อยกว่า 50% ของเงินเดือนสุดท้าย

ทั้งนี้ หากกองทุนกบช. มีผลบังคับใช้จะเริ่มใช้กับแรงงานนอกระบบที่ไม่ได้อยู่ในระบบประกันสังคม และกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) ที่มีอยู่ประมาณ 23-24 ล้านคน เข้าสู่ระบบก่อน

โดยให้ส่งเงินสมทบกองทุนขั้นต่ำ 100 บาทต่อเดือนถึง 1,000 บาทต่อเดือน ขึ้นอยู่กับความสามารถของแรงงาน โดยส่วนนี้รัฐบาลจะสมทบให้กับแรงงาน 50 บาทต่อเดือน ซึ่งภายใต้สมมติฐานที่แรงงานส่งเดือนละ 100 บาท จะได้เงินหลังเกษียนเดือนละประมาณ 2,800 บาทต่อเดือน ซึ่งแรงงานนอกระบบที่จะส่งเงินสมทบ เข้ากองทุนต้องอายุ 15-60 ปี

นายสมชัย กล่าวว่า กบช.จะมีเงินกองทุนเข้ามาปีละ 4 หมื่นล้านบาท เป็นส่วนที่รัฐบาลต้องจ่ายสมทบเดือนละ 50 บาท จำนวน 1.5 หมื่นล้านบาท ในส่วนนี้ก็จะมีการนำไปลงทุนในรูปแบบต่างๆ เป็นกองทุนส่วนบุคคลของแรงงานเหมือนกับกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) ซึ่งแรงงานที่ส่งจ่ายเงินจะมียอดส่งเงินและผลประโยชน์ที่ได้ชัดเจน โดยกองทุนนี้ถือเป็นภาคบังคับ

นอกจากนี้ ร่างพ.ร.บ. กบช.ยังกำหนดว่าหลังกฎหมายมีผลบังคับไปแล้ว 2 ปี ก็จะบังคับให้แรงงานในระบบประกันสังคมที่มีอยู่ประมาณ 10 ล้านคน เข้ามาอยู่ในระบบกบช. เพื่อให้เป็นหลักประกันว่าจะ มีรายได้หลังเกษียณไม่น้อยกว่า 50% ของรายได้เดือนสุดท้าย เพราะปัจจุบันสมาชิกกองทุนประกันสังคมมีรายได้หลังเกษียณอยู่ที่ 38% ของรายได้เดือนสุดท้ายถือว่าน้อยเกินไป โดยในส่วนนี้จะเป็นแรงงานและนายจ้างที่ต้องจ่ายเพิ่ม รัฐบาลจะไม่จ่ายสมทบเพิ่มให้ในส่วนนี้

เบื้องต้นจะบังคับให้ผู้ประกอบการ ที่มีลูกจ้าง 200 คนขึ้นไปก่อน หลังจากนั้นอีก 2 ปี ถึงจะบังคับผู้ประกอบการที่มีแรงงานน้อยกว่า 200 คน

นายสมชัย กล่าวว่า ในส่วนของแรงงานที่เป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพของบริษัทซึ่งเป็นกองทุน ภาคสมัครใจ ในส่วนนี้จะขอให้โอนบางส่วนมาเป็นกองทุนภาคบังคับของกบช. เช่น เคยส่งให้กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ 5% ก็ให้โอนมาที่ กบช. 3% ที่เหลือ 2% ไว้ที่กองทุนสำรองเลี้ยงชีพเหมือนเดิม ซึ่งการตั้งกองทุน กบช.นี้จะเป็นประโยชน์กับแรงงานทุกคน โดยเฉพาะแรงงานนอกระบบที่ไม่มีหลักประกันรายได้เกษียณในขณะนี้ นอกจากเบี้ยยังชีพของรัฐบาลที่ให้อยู่เดือนละ 500 บาท

ข่าวจากโพสต์ทูเดย์ 22 พฤษภาคม 2552

นำมาแจ้งอีกรอบ

หัวหน้าศูนย์วิชาการแรงงานนอกระบบ ภาคกลาง

 

คอนโดไฮโซอีกหนึ่งแห่ง May 18, 2009

“มาถึงแล้ว เสด็จลงมาได้” นี่เป็นคำย่อจากเพื่อนอู๋ที่โทรศัพท์มาตาม คำเต็มๆ

น่าจะเป็นว่า “เพื่อนมาถึงแล้ว เชิญหล่อนเสด็จลงมาได้”

วันนี้ วันที่ 15 พฤษภาคม 2552 เรามีนัดกันกินอาหารไร้เนื้อสัตว์ และออกกำลังกาย แต่ก่อนหน้านั้น ขอบอกว่าเพื่อนมีประชุมคุยงานเรื่องแรงงานนอกระบบ เพื่อนเลยขอนัดเขาคุยนอกสถานที่ เพื่อจัดการเวลาให้เกิดประสิทธิภาพ เพื่อนบางคนคงจะงงๆว่า แล้วมันไม่ทำการทำงานกันเหรอว่ะ จะรายงานเดี๋ยวนี้ว่า ตอนนี้อยู่ในช่วงปิดเทอมจ๊ะ ยังไม่เริ่มสอนวันธรรมดา แต่เพื่อนมีสอนภาคฤดูร้อนของโปรแกรมปริญญาโท ภาคพิเศษสุขศาสตร์อุตสาหกรรมและความปลอดภัยอยู่ ตอนนี้มีสอนทุกวันเสาร์เช้า ตั้งแต่ แปดโมงครึ่งถึงเที่ยง แต่วันธรรมดาก็จะมีงานประชุมบ้าง ลงพื้นที่ทำโน้นทำนี่ ยุ่งตามปกติแต่ไม่จัดว่ายุ่งมาก

 เล่าต่อเรื่องเพื่อนอู๋ วันนี้เราจะกินกันและต่อด้วยการไปออกกำลังกายที่คอนโดไฮโซ ตามที่ทำสัญญากันไว้ว่า จะชวนกันไม่กินเนื้อสัตว์ เพื่อนจะบอกว่า เพื่อนนั้นจัดเป็นคนที่พอจะมีบุญกับเขาบ้างนะ ที่มีเพื่อนที่เป็นกัลยาณมิตร เจอเพื่อนอู๋ครั้งนี้ โทรไปบอกไว้ก่อนว่า เพื่อนมีเรื่องเมาท์จะขอเล่าและปรึกษา ปรากฏว่า เมื่อเล่าเสร็จแล้วสบายใจ ทุกอย่างมันจะต้องมีเหตุและปัจจัย เรียกภาษาธรรมไม่ถูก ตอนนี้เพื่อนพอจะเข้าใจ รู้เรื่องราว รู้สติ บ้างนิดหน่อย ก็เป็นสุขขึ้น มันมีคำหลายคำมากที่ได้มีโอกาสเรียนรู้จากเพื่อนอู๋ คำเท่ๆ ที่ได้มาคือ “ทำด้วยใจ” หรือ “บุญพอๆกัน” ไม่ได้หมายความว่าเพื่อนมีบุญสูงกว่า แต่มันต้องพอๆกันคงทั้งขนาดและทิศทาง ฟังดูเป็นฟิสิกส์ที่เคยสอบตกมากเลย

เพื่อนๆอ่านแล้วอย่าตกใจ เพื่อนไม่ได้อกหักหรอก ไม่ได้เป็นเรื่องของหัวใจหรอกจ๊ะ เป็นเรื่องงานล้วนๆ เป็นเรื่องของนักศึกษาที่จะมาทำวิทยานิพนธ์ในระดับปริญญาโทด้วย อยู่ๆ เธอก็หายไป แล้วได้ข่าวว่าเปลี่ยนเรื่องไปเรียบร้อย วันดีคืนดีเพื่อนไปเจอ เธอผู้นั้นบอกว่า ถ้าหนูเป็นอาจารย์ หนูคงจะถามเด็กว่าตกลงเรื่องราวเป็นอย่างไร จะทำต่อไหม นี่คือเด็กสมัยนี้เขาคิดกัน แต่สำหรับเพื่อนแล้ว เพื่อนบอกว่า ถ้าพี่เป็นคุณ พี่จะเดินเข้ามาบอกอาจารย์ว่า อาจารย์คะ ที่เราคุยกันไว้เมื่อวันก่อนหนูหาคำตอบไม่ได้เลย และคิดหาหนทางในการทำเรื่องนี้ไม่ได้ และพอดีมีเรื่องนี้เข้ามาเลยจะมาเรียนให้อาจารย์ทราบ เรื่องทั้งหมดทำเพื่อนงง และที่สำคัญ เพื่อนนำเรื่องบางเรื่องที่เด็กนำมาปรึกษาเพื่อนได้นำไปปรึกษาเครือข่ายถึงเมืองนอกเมืองนาและในประเทศไว้เรียบร้อยแล้ว เพื่อนเลยงง และเป็นทุกข์ อะไรหว่า เด็กมันทำไมเป็นเช่นนี้นะ

คนเรามาพบมาเจอกัน (ตรงนี้อาจปนๆเรื่องใจนิดๆ)  ร่วมมือร่วมใจกันทำงาน คงต้องมีอะไรอะไรที่มันเท่าๆกัน อย่าไปคิดมากว่ะ เราปรารถนาดีที่สุดแล้ว ไม่ได้มีองค์ประกอบเรื่องอื่นๆเข้าเลย องค์ประกอบที่ว่ายกตัวอย่างเช่น ไม่ได้เป็นโครงการที่เพื่อนได้สตางค์เลย เพื่อนต้องเสียเงินเองด้วยซ้ำและบางเรื่อง(นี่แปลว่ามีเด็กเช่นนี้หลายคน) เป็นเรื่องที่เด็กนำมาปรึกษา (ด้วยซ้ำ) แล้วเพื่อนก็ไปหาไปอ่านตาเหลือก วันดีคืนดี อ้าวไม่เอาละ เพื่อนเลยเกิดทุกข์ ตอนนี้เข้าใจแล้ว เพื่อนบางคนคงบอกว่า เฮ้ยอะไรหว่า มันโคตรคิดมาก ช่างมันเป็นไร ช่างเด็กมัน แต่เพื่อนจะบอกว่า คนเรามันไม่เหมือนกันว่ะ เพื่อนก็จะพยายามและตอนนี้มีเพื่อนๆ หลายคนให้ข้อคิด ตอนนี้เลย ธรรมะจัดสรร (อีกคำจากเพื่อนอู๋)

ในเมื่อเราปรารถนาดีกับเขาแล้ว เขาจะอย่างไรมันเรื่องของเขา เป็นเวรเป็นกรรมซึ่งรวมถึงเป็นบุญของเขา แต่ทางเรา เราขอจบไม่คิดอะไรต่อไปอีก เราก็จะไม่เป็นทุกข์ อย่าไปคิดอย่าไปหวัง มันเป็นเส้นทางของเขาเหล่านั้นเอง ทางเราทำดี แนะดี ปรารถนาดี อิ่มใจ ที่ได้บอกเรื่องดีๆ แต่เขาจะเห็นดีเห็นงามด้วยหรือเปล่า ธรรมะจัดสรร จริงๆ

 จบกิจกรรมในวันนั้น เราไปออกกำลังกายกัน คอนโดของอู๋สวยมาก มีเครื่องไม้เครื่องมือพร้อม เพื่อนสองคนใช้ห้องกำลังกายพร้อมกับเปิดโทรทัศน์ฟังเสียงกัน เพื่อนอู๋แนะนำให้เล่นเครื่องไม้เครื่องมือแปลกๆ แต่ประมาณว่าเพื่อนไม่เปิดรับเลย ไม่ขอทำความรู้จักกับอะไรใหม่ๆเลย จะเล่นเครื่องที่มันเหมือนกันกับที่คุ้นเคยเท่านั้น ทั้งนี้เพื่อความปลอดภัยในการออกกำลังกายของเพื่อนเอง เขียนครั้งนี้ จะชวนเพื่อนๆ ท่านใดว่าง ส่งข่าวมาแล้วชวนกันไปถล่มห้องกำลังกายของเพื่อนและเพื่อนอู๋ได้ ส่งข่าวกันมาจ๊ะ

หรือเพื่อนท่านใดอยากมาเรียนทำขนมเค้ก บอกกันมาได้เลย ตอนนี้เพื่อนกำลังมีความคิดว่า จะเปิดสอนทำเค้กแต่ให้คนเรียนซื้ออุปกรณ์เรียนกันเอง โดยเพื่อนจะพาไปซื้อด้วย เพราะร้านอยู่ตรงข้ามกับคอนโด เพื่อนอยากให้องค์ความรู้นี่ไม่สูญหายไป อุตส่าห์ได้มีโอกาสไปรู้วิธีมาจากเมืองนอกเมืองนาแล้ว อันนี้เพิ่งเป็นไอเดียใหม่ล่าสุดจ้า

เพื่อนปู

 

 

 

garden

เพื่อนๆ รู้ไหม ไอ้รูปนี้ กว่าจะถ่ายได้ออกมาสวยขนาดนี้

“ปู เธอถือดอกไม้ประมาณนี้นะ” และเพื่อนอู๋เป็นคนถ่ายรูป

เพื่อนปู ถือดอกไม้ จัดฉาก

 

ou in the garden

คอนโดไฮโซตามผู้อยู่อาศัย ดังรูป

 

 

 

puudome

 

in Ulm ภาค 2 May 11, 2009

เมื่อวานพวกเราศิษย์เก่าเยอรมัน ณ ซอยอารีย์ไปดูหนังกันมา สนุกมาก หนังเรื่องนี้ไม่มีใครเหมือนและไม่เหมือนใคร ตอนใกล้จบก็ทำประหนึ่งเหมือนว่าจบแล้ว แต่โชคดีว่า มีตัวภาษาไทยขึ้นมาว่า นั่งอยู่ก่อน หนังยังไม่จบ เป็นระยะๆ ทำให้ตื่นเต้นจนวินาทีสุดท้าย 

ศิษย์เก่าเยอรมันที่ว่าประกอบด้วย พี่หมอจ้อย น้องกบ และอาจารย์ปู พวกเราอยู่อาศัยใกล้ๆกัน เมื่อก่อนน้องกบเช่าอพาร์ทเมนต์อยู่ในซอยลึก วันดีคืนดีพี่หมอจ้อยขับรถไปส่ง พี่หมอจ้อยให้ข้อสังเกตว่า บ้านกบอยู่ลึกเกินไป มาอยู่คอนโด(ไฮโซเหมือนกัน)ของพี่หมอจ้อยดีกว่า ดังนั้น ณ บัดนี้น้องกบก็เลยได้ย้ายเข้าไปอยู่ในคอนโดผาสุข ณ อารีย์สัมพันธ์เรียบร้อย

เมื่อดูหนังเสร็จ พวกเราก็ดำเนินกิจกรรมคล้ายคลึงกับตอนที่อยู่ที่เยอรมันคือ ไปกินกัน ณ บ้านใคร คนใดคนหนึ่ง เมื่อวานเป็นที่อื่นไปไม่ได้เลย ต้องเป็นคอนโดไฮโซของดิฉันก่อน พี่จ้อยบอกว่า คืนนี้ละครตอนจบ ต้องดู น้องกบบอกว่า มีแหนมเนืองมาจากขอนแก่น ทำท่าปรามๆขณะที่พี่ๆจะซื้อข้าวซื้อของไปกินตอนเย็น ดูท่าทางพี่จ้อยจะใช้พลังงานในการดูหนังไปมาก เลยซื้อพยายามจะซื้อของกินเยอะ เจอไม้ตายน้องกบ ว่า แหนมเนืองกบมีตั้งสองชุด เข้าไป พี่ๆ ก็เลยหยุด

น้องยันต์ น้องชายที่รัก ถูกตามตัวมาหั่นผัก (เหมือนตอนอยู่ที่ไฟร์บวร์กเลย) ด่วน แต่น้องยันต์มาไม่ได้ เพราะมีงานนำเสนอโรงงาน พวกเราสามคนก็เลยต้องหั่นผักไปตามระเบียบปฏิบัติ จะว่าสามคนก็ไม่ถูกนัก เพราะมีแต่พี่จ้อยกับน้องกบ เท่านั้นที่ทำหน้าที่นี้ อาจารย์ปู มัวแต่เปิดตำรา จัดการกับเครื่องไมโครเวฟที่ซื้อมาแล้วไม่เคยทำกับข้าวเลย ทำแต่ขนมเค็กอย่างเดียว (เป็นเครื่อง Combi จ๊ะ) วุ่นวายกับเครื่องสักพักก็จัดการย่างของกิน และอุ่นกับข้าวได้

 เมื่อจัดการกับท้องไส้กันเสร็จ ละครก็มา พวกเราดูกันอย่างสนุกสนาน พร้อมโทรอภิปรายผลกับน้องยันต์เป็นระยะๆ ในระหว่างนั้น พี่จ้อยเกิดความคิดบรรเจิดขึ้นมาว่า ปีนี้เราต้องไปเที่ยวกัน ทุกคนก็หาวันหยุด พี่จ้อยอีกแหละ “เดือนตุลามีวันหยุด” น้องกบหยิบปฏิทินทันที พี่จ้อยคิดโปรแกรม พวกเราจะไปปายกัน โอเคคะ เห็นด้วย เห็นด้วย วางแผนทันที

เรานึกในใจ นี่แหละพวกเรา วางแผนกันยาว ประสบการณ์การทำงานกับคนอื่นๆ ซึ่งไม่ค่อยจะวางแผนเลย นี่ไง สิ่งที่แตกต่าง เขาไม่ค่อยจะวางแผนกันเลยนะ พอมาเจอไอ้คนชอบวางแผนประมาณเรา เราก็เลยกลายเป็นคนที่น่ารำคาญไป เพราะดันไปชอบพูดถึงเรื่องอีกตั้งนานกว่าจะเกิด มุมมองของคนเราช่างแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ยากน่ะที่จะเกิดความเข้าใจกันอย่างดี เรื่องนี้ไม่มีใครผิดใครถูก แต่ข้อคิดหรือข้อเท็จจริงก็คือ คนแต่ละคนโดนสิ่งแวดล้อม ที่ทำการหล่อและหลอม มาไม่เหมือนกัน เราเองจะชินกันการพูดถึงเรื่องที่จะทำ แต่บางกลุ่มคน เขารอใกล้ๆก่อน ถ้าเขาเหล่านั้น มาอ่านตรงนี้ เขาก็ไม่เข้าใจอีก ก็ไม่เป็นไร เพราะถ้าเป็นเรา เราก็ไม่ทำอย่างเขา ดังนั้นเขาก็คงไม่มาทำอย่างเราเหมือนกัน

มีบ่น เล็กน้อย แต่ก็ได้ข้อคิดนะคะ ประเด็นคือ การวางแผน ที่เราชอบวางกันจ๊ะ

เล่าต่อ วันนี้จะมีเรื่องของพี่ตู่ด้วย

Dein Blog war ja so schön geschrieben, es war auch lustige Erinnerung
an die vergangen Zeit. Danke, dass du uns Käsekuchen gebacken hast, da
bekommt man doch Heimweh nach Deutschland, oder? 

ข้อความข้างบน เป็นเมล์ที่มาจากพี่ตู่ค่ะ ดีใจที่สุดเลย พี่ตู่เชื่อไหมค่ะ พี่ตู่เป็นคนแรกๆ เลยที่ชมว่า บล๊อกนี้เขียนได้ดี เขียนได้สนุก ที่เขียนออกมาเป็นลายลักษณ์อักษรนะคะ เพราะคนที่นี่ เขาติดนิสัย เฉย เฉย กันค่ะ

อะไรที่ดี เขาก็เฉยๆ ไม่มีแม้แต่คำชมให้ได้ยิน นิ่ง นิ่ง เฉย เฉย แต่อย่าได้ไปทำอะไรที่ผิดแผกและแตกต่างนะ เดี๋ยวจะมีการส่งเมล์ยาวเป็นหางว่าวทันที นี่คือประเด็นที่สอง

“การแสดงความซาบซึ้งที่ออกมาเป็นรูปธรรม ในเรื่องดีๆของคนอื่น หาได้ยากในกลุ่มคนบางกลุ่มในประเทศไทย”

เพราะไปติดกับคำ (หรือ แก้ตัวให้กับตัวเอง) ว่า “คนไทยไม่ค่อยชอบแสดงออก”

เอ๊ะ เอ๊ะ ไม่ใช่กระมังคะ เลือกแสดงออกมากกว่าหรือเปล่า เพราะเรื่องไม่ดี (กับตนเอง) ยังมีการตอบสนองกันทันทีเลย ไม่เห็นนิ่ง นิ่ง และ เฉย เฉย เหมือนกับที่คนอื่น ได้ทำดี ทำสิ่งที่ถูกที่ต้องเลย ขอฝากข้อคิดเห็นนี้ไว้ สำหรับคนผ่านไปผ่านมาอ่าน blog นี้ค่ะ

การชื่นชมคนอื่นที่เขาทำความดี เป็นสิ่งที่ดีนะค่ะ ถ้าจำไม่ผิด ถือเป็นธรรมะ หรือเป็นการทำบุญด้วย ในหลวงของเรา ท่านยังรับสั่งเลยว่า จงสนับสนุนคนที่ทำความดี ทำสิ่งดี

ถ้าอย่างนั้น พวกเรามาคุยเรื่องดีๆ กันต่อค่ะ นอกจากนี้ พี่ตู่ยังเขียนมาเล่าว่า มัลลิกาลูกสาวของพี่ตู่กำลังจะเริ่มทำปริญญาเอก ที่ University of Denver ซึ่งมีคนสมัครถึง 230 คน แต่รับแค่ 4 คน และได้ทุนด้วย น้องมัลลิกาลูกสาวของพี่ตู่ และเป็นคนเก่งของพวกเรา ได้รับคัดเลือกให้เข้าเรียนต่อและได้ทุนด้วย เป็นเรื่องที่น่ายินดีที่สุด ฝากบอกมัลลิกาว่า หากเรื่องอะไรที่พี่ปู พอจะช่วยเหลือได้ ขอให้บอกทันที พี่ปูจะพยายามอย่างที่สุดจ๊ะ จะมาเก็บข้อมูลในเมืองไทยหรือไปเมืองลาว เมืองญี่ปุ่น ขอให้เลือกเมืองที่พี่ปู มีสายสัมพันธ์(ที่ดี) อยู่ 

คนเมือง ulm ของเรา เก่งจริงๆ ดีใจที่สุดค่ะ สงสัยว่า อากาศเมืองนี้ มันจะบริสุทธิ์มาก เมื่อคนสูดอากาศไปแล้วทำให้เกิดปัญญาที่ดีค่ะ

โอเว่อร์ไปหรือเปล่า แต่มันเป็นสมมติฐาน ที่สมควรจะต้องมีการพิสูจน์โดยคนรุ่นหลังต่อๆ ไป

ดร. ปู ณ อารีย์

ปล. จากภาษาเยอรมันข้างบน พี่ตู่ยังขอบคุณเรื่องขนมเค้กอีกด้วย

เสร็จแน่ครั้งหน้าถ้ามาเมืองไทย ได้กินทุกสามวันแน่นอนค่ะและ

อีกเรื่องที่สำคัญมากหนึ่งเรื่อง เกี่ยวกับ คำว่า ขอบคุณ คือ  

ปูขอขอบคุณพี่หมอจ้อย ที่ได้ให้โอกาส อนุญาตให้ปูร่วมเดินทางไปทำบุญวัดที่จังหวัดชลบุรี และพบกับผู้ใหญ่ใจดี คณบดีคณะทันตแพทยศาสตร์ ที่ใจดีและมีเมตตา คุณป้าปิ่น จากคณะเวชศาสตร์เขตร้อนและพี่ๆน้องๆ จากกระทรวงการคลัง  ขอบคุณพี่จ้อยจ๊ะ ครั้งหน้าเรากินอาหารอิตาเลี่ยน ในซอยบ้านเรากัน ปูขออนุญาตเป็นเจ้าภาพ

 

กระเบื้องจะเฟื่องฟูลอย น้ำเต้าอันลอยนั้นจะถอยจม May 9, 2009

กระเบื้องจะเฟื่องฟูลอย น้ำเต้าอันลอยนั้นจะถอยจม ประโยคนี้เป็นคำพยากรณ์ที่มีมาแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ว่าด้วยการเปลี่ยนแผ่นดิน

อาจารย์มามาดใหม่ วันนี้มาแปลก แต่ก็อยากเขียนให้ทุกคนที่มีโอกาสผ่านไปผ่านมาอ่านได้นั่งคิดทบทวนกัน

เมื่อมีการผลัดแผ่นดิน ก็จะมีการนำคน นำคณะของตนเองขึ้นมาดูแลแผ่นดิน คนเก่าที่เคยต่อสู้เพื่อแผ่นดินถ้าไม่สามารถเข้ากับคนใหม่ได้ ก็ต้องถอยจมไป ด้วยสาเหตุนี้ “ณ อยุธยา” จึงมีอยู่ไม่มากนักในปัจจุบัน เขียนอย่างนี้แล้วใครจะมาฟ้องร้องเราหรือเปล่านะ แต่เอาเป็นว่าด้วยเจตนาอันบริสุทธิ์ ไม่อยากให้เรื่องที่เคยเกิดจะต้องเกิดขึ้นมาอีก ประวัติศาสตร์ เป็นสิ่งที่มีคุณค่ามหาศาล เมื่อได้มาต้องนำมาใช้สั่งสอนชี้นำอนาคตต่อไป จึงเกิดประโยชน์สูงสุด

คนเก่าๆ ที่บรรพบุรุษไม่มีการเล่าต่อเรื่องราวกันมา เรื่องราวต่างๆ เหล่านั้นก็อาจจะสูญหายไปได้ คนเก่าๆ เหล่านั้นอาจจะมีลูกหลานเป็นบุคคลธรรมดาๆ ในสังคม แต่เขาก็มีความภาคภูมิใจในชาติตระกูลสิ่งที่โคตรเหง้าเหล่ากอของเขาเหล่านั้น ได้ต่อสู้ ด้วยเลือดและด้วยเนื้อ เพื่อให้แผ่นดินนี้คงอยู่ต่อไปได้

“กูจะสร้างชาติ” การส่งต่อคำเหล่านี้ถึงลูกหลาน อาจไม่ได้หมายถึงการต้องไปต่อสู้เพื่อได้มาซึ่งประเทศราชเพื่อความมั่นคงของชาติ เหมือนดังแต่ก่อน หากแต่เป็นการสร้างคนดีเพื่อให้ได้ชาติที่มีความสมบูรณ์ ตามเจตนารมณ์ของบรรพบุรุษก็ได้ 

“ต้องรักชาติ และทำเพื่อชาติ” จะเป็นคำเบาๆ แต่มีจุดประสงค์เชิงพฤติกรรมที่ไม่แตกต่างกัน ที่แน่ๆมียุทธวิธีที่แตกต่างกัน ตามบริบทและบทบาทของตนในสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป 

กลับมาเรื่องกระเบื้องและน้ำเต้าต่อ เรื่องอย่างนี้เกิดได้กับทุกยุค ทุกระดับคนในสังคมปัจจุบัน ก็คล้ายคลึงกัน สิ่งใดถึงแม้ว่าดีแสนดีล้านดี ทำดีเพื่อชาติอย่างไร ในบางครั้งมิได้ถูกคิด สร้างสรรค์ออกจากคณะผู้นำเอง สิ่งนั้นก็ไม่ได้รับการสนับสนุนเห็นดีเห็นงามด้วย 

เมื่อกระเบื้องธรรมดา ธรรมดา เฟื่องฟูลอย น้ำเต้าทอง(ท้องพระคลัง) จึงต้องนอนนิ่งๆ อยู่ใต้สายน้ำอันสงบ 

จบท้ายด้วยพุทธสุภาษิต

อย่าละห้อยความหลัง อย่าหวังอนาคต

ทำดีไว้ ขณะเดียวกันอย่าให้คนอื่นเดือนร้อน เมื่อตระหนักว่าคนอื่นเริ่มจะเดือนร้อนเกิดความไม่สะดวกใจ ถึงแม้ฝ่ายเราเป็นเจตนาดีอย่างบริสุทธิ์ ด้วยความปรารถนาดีเสมอ

จงหยุด จมอยู่ในน้ำนิ่งๆสงบๆ ดีกว่า

 

อาหารอร่อยที่เยาวราช ขนมปังและนมสด May 6, 2009

อาหารอร่อย ขนมปัง รถยนต์ราคาแพง น้องสาวที่รักและพี่ชายที่รัก

ไม่รู้ว่าจะรวมกันแล้วมันจะได้เรื่องได้ราวไหม  

วันนี้จะแนะนำสมาชิกคนหนึ่งของ แพร์และ The gang เธอคนนั้นชื่อน้องปุ้ม น้องปุ้มเธอจะเป็นคนที่ชอบชี้ชวนให้อาจารย์กินโน้นกินนี่อยู่บ่อยๆ วันดีคืนดี (คืนใกล้พระจันทร์เต็มดวง) เธอก็โทรมาและเริ่มต้นประโยคว่า อาจารย์ไปไหนหรือเปล่าวันหยุด ใจจริงอยากจะบอกน้องปุ้มว่า

โถ โถ อาจารย์จะไปไหน มีที่ไปไม่เพียงกี่ที่เท่านั้น คือคณะ กับพื้นที่ที่ทำงาน

เมื่อปุ้มเริ่มประโยคแบบนี้ จะตามด้วยประโยคเท่ๆ ว่า ปุ้มว่าง

สำหรับในช่วงนี้ โปรแกรมของพวกเราก็เกิดขึ้น แต่ครั้งนี้ไม่ได้เกิดเฉพาะวันหยุด มีวันอื่นๆด้วย โปรแกรมแรก พลาดไม่ได้ กิน ต้องไปสรรหาที่กิน พวกเราตกลงกันว่าจะไปกินที่เยาวราช และตบท้ายด้วยขนมปังนมสด ที่ร้านแถวๆถนนดินสอ

สาวงามนามสรา และนิภาพร คงไม่ไปเดินกันแค่สองคนแน่นอน ต้องมีผู้คุ้มกัน ว่าแล้วอาจารย์ก็ต้องรีบคิดแผนการณ์ในใจ พาอาจารย์นันต์ไปด้วยดีกว่า ใช้งานแกเยอะแล้ว พาแกไปกินดีกว่า อาจารย์นันต์ไปด้วยคนเดียว จะดูไม่งามต้องพาอาจารย์นพนันท์ไปด้วยอีกคน

เราทั้งสี่ก็ได้ย่ำราตรี กินอาหารอร่อยกันที่เยาวราช อาหารจานแรก คือ ก๋วยเตี๋ยวคั่วไก่ ยังไม่อิ่ม เสียชื่อเดินเยาวราชหมด มีต่อ กูรูอาหารเยาวราช อาจารย์นพนันท์แนะนำว่า ก๊วยจั๊บ ถึงแม้ร้านประจำจะปิดเนื่องจากเป็นวันจันทร์ แต่พวกเราแอบเห็น หนึ่งร้านหน้าปากซอย คนเยอะ เพื่อไม่ให้ตก trend  ต้องกินกับเขาด้วย อาจารย์นพนันท์รีบไปเดินตรวจความปลอดภัยและการใช้พลังงานของร้านนั้นทันที ตกลงเราเส้นดี เราได้ที่นั่งทันทีที่ไปถึง อาจารย์สรากินไม่ไหวแล้ว ขอกินน้ำและเนื้อหมูอีกเล็กน้อย เนื่องจากต้องการเร่งรีบไปที่เมนูถัดไป คือขนมปังน้ำตาลเนย

น้องปุ้มเอร็ดอร่อยมากกับอาหารทั้งสองจาน กินไปคุยไปไม่มีใครยอมใครกันเลย ทุกคนก็เลยลืมถ่ายรูป อาจารย์สราถ่ายมาได้ 1 รูป แต่รูปช่างจะไม่สวยเอาทีเดียว ขอไม่นำเสนอ เมื่อจบก๊วยจั๊บ อาจารย์นพนันท์ก็พาเราทั้งสามคน (บวกกับพลังงานที่จะใช้ไม่หมด) ไปที่ร้านขนมปัง

พอไปถึงร้าน คนเยอะและเสียงดังมาก มีสิทธิ์สูญเสียการได้ยินเหมือนกัน

  แต่อย่างไรก็ตาม ขนมปังอร่อยเหมือนเดิมค่ะ

โปรแกรมต่อไปของน้องปุ้มคือ ร่วมงานแรงงานนอกระบบในวันรุ่งขึ้นกับอาจารย์

ปุ้มเป็นเด็กอาชีวอนามัยคนที่ 2 ที่ร่วมงานแรงงานนอกระบบ เรื่องมันแปลกแต่จริง เด็กที่มีสายเลือดอาชีวอนามัยไม่เคยทำอะไร อะไร กับแรงงานนอกระบบเลย อาจารย์ชวนทำเมื่อครั้ง 40 ปีอาชีวอนามัยและความปลอดภัย จบโครงการไป 1 ปีแล้ว มีเด็กลูกหม้อร่วมกับโครงการ 1 คน แปลกแต่จริง แรงงานนอกระบบมีทั้งหมด 21 ล้านคน ในระบบมีประมาณ 11 ล้านคน

เอาไว้อีกสัก 10 ปี ลองกลับมาอ่านกันนะค่ะ เมื่อถึงวันนั้นแล้ว จะเข้าใจ

องค์เริ่มลง เปลี่ยนเรื่องดีกว่า ต้องคิดใหม่ว่า โอ้โห ก็ยังดีนะ มีตั้ง 1 คน เข้าร่วมโครงการ

เรื่องรถยนต์ราคาแพง น้องสาวที่รักกับพี่ชายที่รัก นั้น เอาไว้ครั้งหน้าค่อยเล่าให้ฟังดีกว่า

 

ขยายเครือข่าย คณะทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม มหิดล May 6, 2009

ศูนย์วิชาการแรงงานภาคกลางได้ขยายเครือข่าย ขายไอเดียอีกแล้ว

วันที่ 5 พฤษภาคม 2552 อาจารย์สรา พร้อมกับนักศึกษาปริญญาโท คณะทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยมหิดล จำนวน 4 คน และคุณนิภาพร เจริญฤทธิ์ ผู้เชี่ยวชาญจากบริษัทปิ่นทอง บริษัทยักษ์ตัวใหญ่ในวงการอาชีวอนามัยและความปลอดภัย ได้เดินทางไปพื้นที่ตำบลบ้านเลือก อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี  พวกเราถึงพื้นที่เร็วกว่ากำหนดเดิมที่ตั้งไว้ อาจารย์จึงพาสมาชิกทั้งหมดไปที่กลุ่มผลิตปลาหวานก่อนเป็นรายการแรก เหมือนเดิม อาจารย์ไม่ได้นัดหมายกับกลุ่มเนื่องจากว่า ต้องการไปดูสภาพการทำงานที่เป็นจริงเป็นจัง เมื่อพวกเราทำการอบรมเรื่องความปลอดภัยอาชีวอนามัยไปแล้ว เราได้มาทำอะไรกันบ้าง

สำหรับน้องๆ คณะทรัพยฯ ก็จะได้เห็นสถานการณ์จริงๆ ในเรื่องที่น้องๆสนใจ และสามารถจะช่วยเหลือให้การสนับสนุนกลุ่มผลิตปลาหวานได้ อาจารย์เคยคุยกับน้องกลุ่มนี้เรื่องการบำบัดน้ำเสีย ในโรงงานกลุ่มวิสาหกิจชุมชน ผลิตอาหาร วันนี้น้องๆได้ไปเห็นของจริง ไปเก็บข้อมูล ทุกๆอย่างไม่ได้สวยหรูเหมือนในตำรา จะสร้างโน้นสร้างนี่ เกือบทุกอย่างจะมีข้อจำกัด ดังนั้นเป็นเรื่องที่ท้าทายมากสำหรับกลุ่มนักศึกษา ป.โท กลุ่มนี้ อาจารย์สราหวังว่าน้องๆจะนำข้อมูลที่ได้จากพื้นที่ไปศึกษาเพื่อก่อให้เกิดผลดีต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อมในชุมชนต่อไป

ภารกิจต่อไปของอาจารย์สราคือ การตามงานอสอช. ติดตามศักยภาพอสอช. ประเมินเรื่องการจัดการอบรมเมื่อครั้งที่แล้ว เพราะหลังจากอบรมไปแล้วนั้น พวกเรายังไม่ได้พูดจากันจริงๆจังๆเลย เมื่อวาน (5 พค.) ทุกคนก็เลยทำการประเมินตัวตนของตนเองกัน

ผู้พันสนานบอกว่า ผมให้ 6 คะแนนจาก 10 และหลายๆคนเห็นด้วย เมื่อวานสิ่งที่ค้นหากันคือ ข้อที่เราต้องปรับปรุงแก้ไข ซึ่งหลักๆ จะประกอบด้วย

การประสานงาน สถานที่ เนื้อหา หน้าที่ของแต่ละคน

ไพรัช  อสอช. เกรดเอ ให้ข้อมูลกับที่ประชุมว่า เนื้อหาที่พูดน้อยไป อาจารย์เติมว่า จริงด้วยน้อยกว่าที่ซ้อมๆกันไว้ตั้งเยอะ ทำไมละไพรัช เกิดอะไรขึ้น

ถามกันไปถามกันมา อาจารย์ถามไพรัชจริงๆเถอะ ตอบตรงๆนะ ไพรัชซ้อมพูดก่อนบ้างไหมครับ

ไม่เลยครับอาจารย์

เจอคำตอบจนได้ ต่อไปข้อปรับปรุงในทุกที่กล่าวมา อสอช. เราทุกคนจะนำมาแก้ไขกันต่อไป สิ่งที่เราจะทำต่อไป เป็นข้อเสนอที่ดีมากจาก ผู้พันสนานว่า เราต้องนำผลการดำเนินการนี้เสนอต่อเทศบาล ให้เขารู้เขาเห็นว่าพวกเราได้ทำอะไร และเขาจะทำอะไร

ข้อมูลใหม่ที่อาจารย์ได้จากพื้นที่คือ ทางเทศบาลได้จัดให้กลุ่มผลิตปลาหวานมีการตรวจร่างกายตามความเสี่ยงด้วยงบประมาณของเทศบาลแล้วเรียบร้อย

และสำหรับข้อสังเกตผลจากการอบรมเมื่อครั้งที่แล้วนั้น กลุ่มทำถั่วทอดซึ่งเข้าอบรมกับพวกเรา ได้นำความรู้ไปใช้ในการออกแบบพื้นที่ในการสร้างเนื้อที่ในการทำงานอย่างปลอดภัย ข้อมูลนี้ผู้พันสนานแจ้งให้ทราบในที่ประชุม แต่อาจารย์สราขอทวงหลักฐานพยาน ฝากผู้พันไปถ่ายรูปกลุ่มถั่วทอดและการปรับปรุง นำมาแจ้งในครั้งหน้า

รายงานจากหัวหน้าศูนย์

 

dsc05610

ปลาหวานที่มักถูกพาดพิง

 dsc05605

น้องๆ จากคณะทรัพยฯ นำทีมโดยน้องตุ๊กตา

ตามด้วยน้องใหม่ น้องเดียร์และน้องปุ๋ย กับเจ้าของโรงงาน

dsc05616

คุณนิภาพร เจริญฤทธิ์จากบริษัทปิ่นทอง ช่วยแนะนำเรื่องการใส่หน้ากากอย่างถูกต้อง

dsc05673

อาจารย์สรา ชวนคุยประเมินตนเองและวางแผนทำกิจกรรม

dsc05677

เรื่องราวจากพื้นที่ หลังจากการอบรมซึ่งจัดโดยอสอช. บ้านเลือก

ขอตบมือดังๆให้กับทุกคนค่ะ

 

 

สมัชชาแรงงานนอกระบบ May 3, 2009

เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2552 ที่ผ่านมา อาจารย์สราและอาจารย์ไชยนันต์ ไปร่วมงานสมัชชาแรงงานนอกระบบ อาจารย์ไชยนันต์นำงานนวัตกรรมสำหรับงานช่างเสริมสวยไปแสดง อาจารย์สราตามไปให้กำลังใจ พอไปถึงลานคนเมืองของกทม. ก็ได้เห็นเครื่องดูดฝุ่นโลหะของกลุ่มลุงสมคิดตั้งตระหง่านอยู่แล้ว แต่อาจารย์ไชยนันต์ยังมาไม่ถึง อาจารย์สราโทรศัพท์ติดต่อกันอยู่สักครู่ ก็ทราบว่ากำลังขนอุปกรณ์เชื่อมต่ออยู่

 

ระหว่างที่กำลังดำเนินการเชื่อมต่ออุปกรณ์อยู่ มีพี่ชายเจ้าของกิจการเหล็กท่านหนึ่ง เดินเข้ามาซักถามพูดคุย เกี่ยวกับเครื่องของลุงคิด ด้วยความสนใจ

 “ผมกำลังหาอยู่พอดีเลย ที่บ้านผมก็มีปัญหาอันนี้แหละ ไม่รู้ว่าจะเก็บฝุ่นพวกนี้ได้อย่างไร”

อาจารย์ไชยนันต์และกลุ่มพี่แรงงาน เจ้าของเครื่องลุงคิด ก็เลยได้ไขข้อข้องใจให้พี่ชายท่านนั้นได้ทราบ สำหรับเครื่องดูดฝุ่นโลหะนี้ พวกเราได้นำแสดง 2 ครั้งแล้ว ได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก และทุกคนก็อยากจะรู้ว่าไอ้เครื่องข้างในที่ปิดไว้นั้นมันทำงานอย่างไร

 

ท่าทางอาจารย์สราจะต้องมีการบริหารทางการเงินโดยต้องมีการจัดทำโมเดลการทำงานของเจ้าเครื่องลุงคิดเสียแล้ว เพื่อพระเอกของงาน อาจารย์สรายอมได้เสมอค่ะ

เมื่อติดตั้งเครื่องเสร็จ ทั้งสองอาจารย์ถือโอกาสไปนั่งฟังสัมมนาวิชาการด้านใน ต้องขอชื่นชมผู้จัดงานสัมมนา ทำได้ดีมาก

ในงานนั้นมีการอภิปรายเรื่องสวัสดิการ ประกันสังคม แรงงานนอกระบบ ดำเนินรายการโดย รศ.ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง ผู้ร่วมรายการคือ พณ ไพฑูรย์ แก้วทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ศาสตราจารย์ ดร.อัมมาร สยามวาลา และพี่น้องแรงงานนอกระบบ นำทีมโดยลุงคิด ผู้นำแรงงานนอกระบบประเทศไทย พี่สุจิน น้องจากภาคเหนือ และพี่ตัวแทนกลุ่มผู้ขับรถแทกซี่ (ส่งชื่อบอกอาจารย์ด่วนทั้งสองท่าน)

เนื้อหาที่คุยกัน ดีและเป็นประโยชน์มาก ข้อเรียกร้องที่เป็นไปได้คือ ในเมื่อขณะนี้รัฐบาลช่วยแรงงานในระบบ ด้วยเช็คช่วยชาติ 2000 บาท ทางแรงงานนอกระบบมีข้อเสนอว่า จำนวนเงิน 2000 บาท นี้ทางแรงงานนอกระบบก็มีความต้องการเช่นเดียวกันแต่เงินมิได้ให้กับตัวแรงงาน จำนวนนี้เงินก้อนนี้จะส่งไปเป็นกองทุนประกันสังแรงงานนอกระบบ และจำนวนเงินที่เหลืออีก 1360 บาทนั้น ทางแรงงานนอกระบบขอผ่อนจ่ายเป็นงวดๆไป

(ตัวเลข 3,360 บาทนั้นเป็นไปตามมาตรา 40 ที่ขณะนี้มีผู้ประกันตนเพียง 39 คน จากแรงงานทั้งหมดยี่สิบกว่าล้านคน ย้ำ จากยี่สิบกว่าล้านคน มีเพียง 39 คนเท่านั้นที่ทำประกันตามมาตรานี้)
พวกเราก็มาติดตามกันต่อไปว่า จะเกิดความร่วมมือใดขึ้นในอนาคตในใกล้นี้

รายงานจากศาลาว่าการกทม.

วันที่ 30 เมษายน 2552

(ก่อนวันแรงงาน หนึ่งวัน)

หมายเหตุ ไม่ทราบเกิดอะไรขึ้นค่ะ  ขนาดตัวหนังสือเล็กมาก ขอเวลาปรึกษาผู้รู้ก่อนค่ะ จะกลับมาแก้ในภายหลัง ASAP